เช็กกันหน่อย! 5 อาการทางการเงินที่บ่งบอกว่าคุณมีหนี้ท่วมตัว

ยุคสมัยที่หนี้ครัวเรือนมีตัวเลขสูงเป็นประวัติการณ์ ลองมาเช็กสถานะทางการเงินของคุณกันดูหน่อยไหมว่ามีอาการที่บ่งบอกว่ากำลังมีหนี้ท่วมตัวอยู่หรือไม่ หากที่ผ่านมาทำเป็นมองไม่ให้ตัวเลขหนี้หรือทยอยใช้หนี้ขั้นต่ำ แล้ววนกลับมาใช้วงเงินอีก หรือยืมเงินคนรอบข้างจนไม่รู้จะยืมใครแล้ว แล้วยังคิดว่าสถานะทางการเงินดีอยู่ ขอให้ลองอ่าน 5 ข้อต่อจากนี้เพื่อแก้ไขและปรับปรุงก่อนที่จะสายเกินไป

1. คุณไม่รู้ว่ามีหนี้สินอยู่เท่าไร

หลายคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะชอบที่วิ่งหนีปัญหา และนิสัยไม่สนใจว่าตัวเองมีหนี้สินที่ก่อไว้มากมายเท่าไร ด้วยไม่อยากรู้ตัวเลขที่แท้จริง และส่วนลึกในใจรู้ดีว่าตนเองน่าจะมีหนี้จนเกินความสามารถที่จะจ่ายได้ เลยเลือกที่จะเพิกเฉยเสีย ถ้าต้องการแก้ไขชีวิตหนี้ของตนเองอย่างแท้จริง คือต้องหันมายอมรับความจริง

เอาหนี้ทั้งหมดออกมากางตัวเลข จากนั้นเลือกดูว่าตัวไหนที่มียอดต่ำสุด ให้จ่ายหนี้ก้อนนั้นก่อน จะได้มีกำลังใจในการใช้หนี้ก้อนต่อไป แต่ถ้ากางดูแล้วไม่สามารถใช้หนี้ได้ ให้เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารที่เปิดให้บริการและรวมหนี้เป็นก้อนเดียว จากนั้นค่อย ๆ ผ่อนชำระไป และในช่วงเวลาที่ผ่อนชำระก็อย่าได้สร้างหนี้ก้อนใหม่ อดทนแค่ 2-3 ปี โอกาสที่คุณจะมีอิสระทางการเงินก็จะมาถึง ดีกว่าปล่อยให้หนี้พอกพูนจนทับตัวเองและหาทางออกไม่ได้

2. คุณใช้เงินแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง และเริ่มผิดนัดชำระหนี้บ่อยขึ้น

สถานการณ์แบบนี้บ่งบอกว่ารายได้ที่คุณมีนั้นน้อยกว่าหนี้ที่คุณก่อเอาไว้ เพราะคุณต้องเอาเงินไปใช้หนี้และไม่เหลือเงินไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสถานการณ์ก็จะกลายเป็นงูกินหาง พอใช้หนี้แล้วคุณก็ต้องเอาเงินกลับออกมาใช้อีก ซึ่งทำให้หนี้และดอกเบี้ยพอกพูนขึ้นไปอีก หนทางแก้ไขคือ ต้องดูรายจ่ายต่อเดือนของคุณทุกเดือนอย่างใกล้ชิด จากนั้นตัดรายจ่ายไม่จำเป็นออก และนำเงินมาใช้หนี้ แต่ถ้าสำรวจแล้วก็ยังไม่เหลือเงินมาใช้หนี้ แนะนำว่าหางานเสริมเป็นงานที่สองจะดีที่สุด เพื่อให้มีเงินมาใช้หนี้ได้ทันเวลา

3. คุณเริ่มต้องใช้บัตรเครดิตในค่าใช้จ่ายประจำวัน

เมื่อต้องซื้อของในร้านขายของชำหรือร้านสะดวกซื้อ แต่คุณต้องจ่ายด้วยบัตรเครดิตการ์ด เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าคุณต้องระวังการใช้จ่ายแล้วล่ะ นั่นเท่ากับว่าคุณไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะต้องเอาเงินสดไปใช้หนี้บัตรเครดิต ถ้าเกิดปัญหาเช่นนี้ คงต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายและหางานที่สอง เพื่อหาเงินสดมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เพียงพอ

4. คุณเริ่มถูกติดตามทวงหนี้จากแผนกเร่งรัดหนี้สิน และคุณพยายามเลี่ยงที่จะรับสาย

หากหนี้สินของคุณเริ่มที่จะกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีการติดต่อจากแผนกเร่งรัดหนี้สินของเจ้าหนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากรับสาย คุณเองก็เช่นกันที่พยายามหลีกเลี่ยงทุกครั้งที่มีสายเข้าจากฝ่ายติดตามทวงหนี้ และถึงแม้คุณจะหลบเลี่ยงได้ทุกครั้งไป แต่การติดตามทวงหนี้ก็ยังคงดำเนินการต่อด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ทางที่ดีรับสายจากฝ่ายติดตามทวงหนี้ และเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกอยู่หลายวิธี จำเอาไว้ว่าชีวิตที่หนีปัญหาก็ต้องหนีไปไม่มีวันสิ้นสุด จบปัญหาด้วยการหันหน้ามาเผชิญกับความจริงจะดีกว่า

5. คุณเริ่มนอนไม่หลับเพราะความกังวลเรื่องหนี้

ไม่ใช่เรื่องเกินจริงสักเท่าไร คนเป็นหนี้จะนอนหลับให้เต็มตาคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าถึงขนาดต้องนอนพลิกตัวไปมาเพราะกังวลใจว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ได้ทัน ต้องเริ่มสำรวจสถานะการเงินของตนเองกันแล้ว เพราะการเป็นหนี้นั้นเกี่ยวข้องกับความรู้สึกเครียด และความเครียดก็นำพาไปสู่โรคมากมาย ดังนั้นหันมาสำรวจสถานะทางการเงินของตนเองให้เป็นนิสัย เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากอีกต่อไป