Lost ชีวิตนี้จะสูญเสียอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ตัวเอง!

ภาพจาก JTBC

2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซีรีส์ที่ได้ดูมีแต่แนวฟีลกู๊ด มีดราม่าแต่ไม่หนักอึ้งจนโทนเรื่องหม่นหมอง มีมุกตลกสอดแทรกให้พอได้หัวเราะบ้าง นับว่าเป็นซีรีส์ที่เยียวยาจิตใจคนเราได้ดี แต่จะมีคนอีกประเภทที่มองว่าซีรีส์ฟีลกู๊ดพวกนั้นมันก็ดี ทว่ามันไม่อินพอที่จะชำระความทุกข์เยียวยาบาดแผลในใจ ในขณะที่ชอบซีรีส์ที่มีดราม่าหนักหน่วง โทนเรื่องหม่น ๆ ตึงเครียดชวนร้องไห้ทุกตอนมากกว่า เพราะอินกว่า เห็นตัวตัวละครเหมือนเห็นตัวเอง ฉะนั้น ถ้าตัวละครร้องไห้ก็เหมือนเราร้องด้วย ถ้าตัวละครแก้แค้นใครก็เหมือนเราแก้แค้นด้วย แบบที่สิ ปลดปล่อยเรื่องแย่ ๆ ได้ดีกว่า

สำหรับใครที่คิคถึงซีรีส์ที่ดราม่าหนักหน่วง แต่ก็เป็นแนวเยียวยาจิตใจที่พังไม่มีชิ้นดี Lost คงจะตอบโจทย์ไม่น้อย Lost แปลตรงตัวก็ก็คือสูญเสีย สูญหาย พ่ายแพ้ อะไรเทือก ๆ นี้ ตัวละครแต่ละตัวมีปมที่น่าเศร้า คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติ มีความฝัน มีความพยายาม แต่ยิ่งเดินกลับยิ่งพบว่าชีวิตมีแต่ตกต่ำลง ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พวกเขาจึงทำได้ทุกอย่างเพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

เรื่องราวของหญิงสาววัย 40 ปี ที่ใช้ชีวิตมาขนาดนี้แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต รู้สึกกำลังหลงทางและเริ่มไม่มีเหตุผลที่จะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป กับชายหนุ่มวัย 27 ปี ที่ใกล้จะหมดช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (มาก ๆ) แล้วเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่จริงจัง เขาเองก็กลัวว่าตัวเองจะไม่มีอนาคตเหมือนกัน แต่เขาอยากรวย จึงพยายามไต่เต้าทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด เขาเองก็สับสนกับชีวิต เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองมาถูกทางหรือไม่ ชายหนุ่มหญิงสาวที่อายุต่างกันมาก ต่างช่วยกันเยียวยาจิตใจในช่วงที่ชีวิตเผชิญกับความมืดหม่น

ภาพจาก JTBC

บทของชายหนุ่มวัย 27 ปี ได้นักแสดง รยูจุนยอล ตำนานผู้ชายที่ไม่หล่อแต่มีเสน่ห์โฮก อบอุ่น น่ารัก ตกแฟนคลับทีมซอกตึกมหาศาลตั้งแต่เรื่อง Reply 1988 ส่วนนักแสดงสาว จอนโดยอน ก็เป็นเจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 60 (เป็นนักแสดงชาวเกาหลีคนแรกที่ได้รับรางวัลการแสดงในเทศกาลภาพยนตร์อันทรงเกียรตินี้)

ภาพจาก JTBC

ที่สำคัญ กลิ่นอายของงานจะเป็นแบบภาพยนตร์มากกว่าซีรีส์ ก็เพราะทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทต่างเป็นสายภาพยนตร์ทั้งคู่ (และเพิ่งจะมาชิมลางผลงานซีรีส์เป็นครั้งแรก) ส่วนนักแสดงนำทั้งสองก็โด่งดังและมาจากสายภาพยนตร์เช่นกัน นี่จึงการันตีคุณภาพของซีรีส์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และความพิเศษที่อีกประการที่ซีรีส์เรื่องนี้เล่นใหญ่ ก็เพราะเป็นซีรีส์ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีของช่อง JTBC จึงถูกจับตาการเลือกนักแสดงมาตั้งแต่ช่วงจะเริ่มสร้าง ซับไทยถูกลิขสิทธิ์มีที่ iQIYI

แม่ผัว vs ลูกสะใภ้ ปัญหาระดับตำนาน ความสัมพันธ์สุดคลาสสิก

ใครว่าอัจฉริยะในการสร้างความร้าวฉานในบ้านมีแค่คนนอกบ้านหรือคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเท่านั้นที่ทำได้ ถ้าคุณคิดเช่นนั้น แสดงว่าคุณพลาดปัญหาระดับตำนานของมวลมนุษยชาติ อย่างความสัมพันธ์สุดคลาสสิกในครอบครัว “แม่ผัว-ลูกสะใภ้” บ้านไหนที่ไม่มีปัญหานี้เลยคือทำบุญมาดี เป็นพรสุดประเสริฐ

“คนหนึ่งก็แม่ คนหนึ่งก็เมีย” พอคิดแบบนี้แล้ว คนกลางก็คือตัวสามีเท่านั้น แต่คนกลางก็ใช่ว่าจะเป็นกลางเสมอไป มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยที่คนกลางที่ว่าเนี่ยทำให้ไฟมันลามหนักกว่าเดิม ตรงที่อคติ เข้าข้างให้ท้ายฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนี้ อีกฝ่ายที่ตัวคนเดียวจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนรุม นำมาซึ่งปัญหายาวเป็นหางว่าวที่ไม่มีทางจบได้ง่าย ๆ จนกว่าจะมีใครตายจากไปข้าง

ภาพจาก JTBC

จะเห็นได้ว่าการแต่งงานมันไม่มีทางเป็นเรื่องของคน 2 คนได้ ตราบเท่าที่ยังมีครอบครัวของแต่ละฝ่ายอยู่เบื้องหลัง และเชื่อไหมว่าด้วยสารพัดปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่อาจเกิดขึ้น มันทำให้ใครหลายคนตัดสินใจที่จะ “ไม่แต่งงาน” เพราะการแต่งงานมันทำให้ “สูญเสีย” ตัวเอง และมีปัญหาที่ไม่สะดวกใจตั้งแต่ต้นจนจบ การเลือกที่จะอยู่เป็นโสดนั้นอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่มันคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เลือกที่จะไม่สร้างวงจรนี้ตั้งแต่แรก นี่แหละคือสะดวกใจที่สุด

ยิ่งกับผู้หญิงรุ่นใหม่ทุกวันนี้ พวกเธอไม่ได้แคร์แล้วว่าใครจะมองว่าตัวเองเป็นสาวใหญ่ขายไม่ออกหรือไม่มีใครเอายังไง ตราบใดที่มีปัญญาเลี้ยงตัวเอง โสด สวย และรวยมาก แค่นี้แหละสิ่งที่พวกเธอแคร์ การมีครอบครัวไม่ใช่ความปรารถนาสูงสุดของลูกผู้หญิง เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าชีวิตหลังแต่งงานจะมีความสุข ที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะถูกพรากความสุขในชีวิตไปเพราะไม่แต่งงาน อย่าลืมว่ารักได้ก็เลิกรักได้ ฉะนั้น แต่งงานได้ก็หย่าได้เช่นกัน

ภาพจาก JTBC

ด้วยความที่ซีรีส์เพิ่งฉายไป 2 ตอน เลยยังไม่แน่ใจว่าบทของตัวละครแม่สามีจะแสบทรวง ทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปอีกมากน้อยแค่ไหน แต่แค่ 2 ตอนที่ผ่านมา ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า “แม่ผัว” เป็นตัวแปรสำคัญของปัญหาระหว่างสามี-ภรรยา ที่ตอนจบของเรื่องราวต่าง ๆ มันอาจแย่ลงมาก จากที่กระท่อนกระแท่นอยู่แล้วกลายเป็นแตกหักได้ อยากรู้เหมือนกันว่าแม่ผัวตัวป่วนในเรื่องนี้จะสร้างความแตกหักอะไรต่อจากนี้ ลูกสะใภ้ก็เริ่มมาถึงจุดที่หมดความอดทน จุดที่พร้อมจะระเบิดชีวิตครอบครัวตัวเองทิ้ง แค่เริ่มยังเครียดขนาดนี้ จากนี้ก็คือดูว่าลูกสะใภ้จะทำอะไรต่อ

“อายุ” เงื่อนไขที่กดดันเรื่องความสำเร็จและความล้มเหลว

คุณเคยมีความรู้สึกลึก ๆ ที่อิจฉาเพื่อนวัยเดียวกันกับคุณบ้างหรือไม่ ว่าทำไมเขาถึงดูโต ดูประสบความสำเร็จในชีวิต ดูมีอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตจัง (วะ) ขณะที่ตัวเราเองยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง วัน ๆ ยังเหมือนเป็นเด็กกะโปโลไม่มีแก่นสารในชีวิต ทั้งที่เราทั้งคู่อายุเท่ากัน เรียนมาด้วยกัน หรือรู้จักกันในฐานะเพื่อน แต่ทำไมชีวิตมันต่างกันขนาดนี้

ยัง ยังไม่จบ เปรียบกันเพื่อนวัยเดียวกันมันยังไม่จุกพอ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่อายุน้อยกว่าอีก ข้อนี้คือพีคสุดเลย อะไร (วะ) อายุอานามขนาดนี้ยังไม่ได้เรื่องอะไร ส่วนเด็กนั่นอายุน้อยกว่าตั้งหลายปี ทำไมมันมีนู่นมีนี่มีนั่น ทำไมมันประสบความสำเร็จ มันมีดีตรงไหน มันทำอะไร ในหัวมีแต่คำถามตลอดเวลาว่าทำไมเขาถึงมีชีวตที่ดีกว่า ในขณะที่ตัวเองอายุปูนนี้แล้วยังไม่ได้เรื่อง ยังไม่เข้าใกล้คำว่าความสำเร็จเลยสักนิดเดียว

หลายคนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ตัวเอง ด้วยการตั้งคำถามว่าตอนที่พ่อแม่อายุเท่านี้ พวกเขาทำอะไรอยู่ ชายหนุ่มในเรื่องก็ถามแม่ตัวเองว่าตอนที่แม่อายุ 27 ปี แม่ทำอะไร คำตอบคือ แม่ในวัย 27 ปี ส่งตัวเขาไปโรงเรียนแล้ว แล้วเขาล่ะ อายุ 27 เหมือนกัน ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังว่างเปล่า ยังล้มเหลว ยังไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจในชีวิตเลย ทำไมในวัยเดียวกันแม่ของเขาถึงทำอะไรได้มากมายขนาดนั้น แต่งงาน มีลูก ไปส่งลูกที่โรงเรียน เราเป็นแม่ลูกกันด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาถึงไม่ได้อะไรตรงนี้จากแม่มาเลย

ภาพจาก JTBC

จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้อิจฉาแม่ตัวเอง ชื่นชมด้วยซ้ำที่เลี้ยงเขามาได้ตลอดรอดฝั่งจนมีชีวิตเป็นของตัวเองแบบนี้ แต่เขากำลังตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองที่ใช้ชีวิตมาจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมองเท่ากัน แต่ทำไมถึงยังพังไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องมันพลาดที่ตรงไหน เขาทำอะไรผิดไป เขาพยายามไม่พอเหรอหรือเขาไม่มีค่าพอที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ ไม่มีค่าพอที่จะได้รู้จักความสำเร็จหรอกหรือ ทำไมเขาถึงเป็นอย่างแม่ไม่ได้ทั้งที่อายุเท่ากัน!

ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้ ขอให้รู้ว่าไม่ได้มีคุณคนเดียวหรอกที่รู้สึก มีเพื่อนร่วมโลกีกมากมายที่รู้สึกแบบนี้เป็นเพื่อนคุณ มันเกิดขึ้นได้ปกติแหละ ที่จะแอบเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น ในเมื่อเห็นอยู่ท่นโท่ว่าเรากับอีกฝ่ายต่างกันแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของเรานะ ถ้าที่ผ่านมาเราพยายามทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เต็มความสามารถแล้ว ต้องไม่ลืมว่า “จังหวะ” ก็มีความสำคัญและเป็นอีกตัวแปรที่จะพาเราไปพบเจอกับความสำเร็จ เวลาที่เหมาะสมจะดึงดูดโอกาสมาหาเราเอง

ว่างเปล่า ล้มเหลว รู้สึกว่าตัวเองเลว ความรู้สึกด้อยค่าที่กัดกร่อนหัวใจ

คุณเคยมีความรู้สึกว่าเราเดินทางมาไกล แต่ทำไมมันไม่ถึงจุดหมายสักทีบ้างไหม จากความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมตอนที่ออกเดินทางแรก ๆ มันก็ค่อย ๆ หายไป กลายเป็นความเหนื่อยล้า ท้อแท้ หมดหวัง หมดศรัทธาในตัวเอง ที่แย่สุดคือความว่างเปล่า ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่เหลือคุณค่าอะไรให้ภาคภูมิใจอีกแล้ว สูญเสียทุกสิ่งอย่างแม้กระทั่งตัวตน ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบอยู่ก็ได้ตายก็ดี ถ้าใครมีความรู้สึกอย่างที่ว่ามา แนะนำให้รีบประเมินสุขภาพจิตตนเอง และรีบปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาดูเลย มีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

จริง ๆ มองว่าคนที่กล้าฆ่าตัวตายไม่ใช่คนขี้ขลาดและก็ไม่ได้คิดสั้นด้วย แต่เขากล้ามากที่ฝืนสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของตัวเองด้วยการเลิกดิ้นรนที่จะมีชีวิต ซึ่งปกติมันเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต คนที่ลงมือแบบไม่ลังเลแปลว่าเขาต้องคิดทุกอย่างมาดี จนมันมาจบที่ว่าความตายคือทางออกที่ดีที่สุด แต่…เราไม่สนับสนุนให้คุณเลือกทางออกนี้ อย่างน้อยที่สุด คือคุณควรหันมามองคนที่รักคุณก่อนว่าเขาจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีคุณแล้ว การจากลามีแต่จะทิ้งความเจ็บปวดไว้ให้คนข้างหลัง ที่สำคัญคือคุณจากไปแบบนั้น เขาอาจไม่รู้เลยว่าคุณทรมานมานานแค่ไหน

ภาพจาก JTBC

ถ้าคุณเคยนั่งร้องไห้บนรถเมล์ เคยนั่งเหม่อ ๆ แล้วน้ำตาไหลออกมาเอง ชอบหวังพึ่งคนแปลกหน้าเวลาที่รู้สึกแย่ที่สุด เพราะคิดว่าเจอกันครั้งเดียวแล้วจบ ไม่ได้มามีอะไรเกี่ยวข้องกันต่อ หรือใช้ชีวิตว่างเปล่าไปเรื่อย ๆ ลืมแม้กระทั่งวันเกิดและอายุของตัวเอง เพราะไม่ได้สนใจว่ามันสำคัญ โตขึ้นแล้วไง เป็นผู้ใหญ่แล้วไง สุดท้ายชีวิตก็ยังอยู่กับที่ ทั้งที่วิ่งมาจนเหนื่อย

จริง ๆ แล้วสิ่งที่คนเรากลัว คือ ความล้มเหลวกับการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปนี่แหละ คุณผิดหวังเพราะคาดหวัง กลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวจะเป็นตัวถ่วงชีวิตคนอื่น คุณคิดว่าที่คุณทำมันก็ดีพอและมากพอ แต่ผลลัพธ์มันไม่ได้ดั่งใจ คุณจึงเริ่มก่นด่าความพังต่าง ๆ สาปแช่งคนที่มีส่วนให้ชีวิตคุณต้องเป็นแบบนี้ทุกวัน กลายเป็นแผลติดเชื้อที่กัดกินหัวใจส่วนอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีคือสภาพจิตใจคุณพังจนไม่เหลือชิ้นดี ที่เห็นอยู่เหมือนมีแต่กายหยาบเท่านั้น ถ้าคนเหล่านั้นทำคุณพังจริง ๆ เชิญก่นด่าตามสบาย แต่อย่าให้ตัวเองทำลายชีวิตตัวเองสิ

ภาพจาก JTBC

ซีรีส์เรื่องนี้อาจจะหนักหน่วงเกินไปสำหรับคนที่มีจิตใจอ่อนไหวมาก ๆ ถ้าคุณอยู่ในช่วงที่ความรู้สึกดิ่งต่ำควบคุมตัวเองลำบาก ไม่แนะนำให้ดู แต่ถ้าคุณมีสติพอที่จะดึงตัวเองให้นิ่ง ซีรีส์เรื่องนี้จะมีประโยชน์กับคุณมาก มันคือการเล่าชีวิตคนเราให้ออกมาเป็นละคร จะมีหลายจุดที่คุณอิน มีหลายจุดที่คุณร้องไห้ หลายจุดที่คุณหงุดหงิดกับความไม่ได้ดั่งใจของชีวิตตัวละคร

ถ้าสิ่งที่ตัวละครทำมันชำระจิตใจคุณได้ มันระบายความคับข้องใจแบบที่คุณมีและตัวละครมี ก็ให้ตัวละครจัดการเรื่องแย่ ๆ แทนคุณไป ส่วนตัวคุณ ก่นด่าชีวิตตัวเอง สาปแช่งคนอื่น เฝ้ารอปาฏิหาริย์ หวังพึ่งคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ถ้าใครทำให้คุณมีความสุขไม่ได้ คุณต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ต้องมีความสุขด้วยตัวเองให้ได้ อย่าให้ใครหน้าไหนมาทำลายตัวตนที่มีค่าของคุณ โลกใจร้ายกับคุณได้ แต่อย่าใจร้ายกับตัวเอง ไม่ว่าใครจะกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ อยากให้ซีรีส์เรื่องนี้และคอลัมน์วันนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคน 🤗