“ปั้นหุ่น” สร้างความมั่นคงในชีวิตกับธุรกิจ MLM ได้จริงหรือ? (Part 1)

ธุรกิจ MLM (Multi-Level Marketing) หรือที่ใคร ๆ เรียกกันว่าธุรกิจเครือข่าย คุณณัฐวุฒิ นาคสิงห์ อดีตอาร์ตไดเรกเตอร์ เล่าด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจถึงเส้นทางชีวิตก่อนหน้าที่ล้มเหลวจากการทำอาชีพเสริม เพียงเพราะไม่มีเงินทุนที่มากพอ และไม่มีความรู้ในการดำเนินธุรกิจ หันเหมาเป็นนักธุรกิจอิสระเพียงเพราะคำเชิญชวนของเพื่อน ศึกษาและพัฒนาตนเองแม้จุดเริ่มต้นจะได้ผลตอบแทนน้อยก็ตาม อะไรเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวข้ามการโดนปฏิเสธจนสร้างรายได้แบบ Passive Income ไปฟังบทสัมภาษณ์คนต้นคิดวันนี้กันเลยค่ะ

ก้าวแรกที่พาตัวเองเข้าสู่วงการธุรกิจเครือข่ายมีความเป็นมาอย่างไร

ผมเองก็ทำงานประจำ ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ เริ่มจากตัวเองมักชอบตั้งคำถามว่า “เราอยากให้ชีวิตเราดีขึ้นทำอย่างไรดี” ในช่วงที่ทำงานประจำรอเงินเดือนขึ้นมันขึ้นมาแค่ปีละ 500 บาท รู้สึกดีใจ แต่สิ่งที่ต้องการมันไม่เป็นแบบนั้น เลยค้นหาว่าตัวเองต้องการอะไร เลยพาตัวเองไปเปิดธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าที่ตลาดนัดจตุจักร เกิดปัญหาในส่วนของเงินทุนและความรู้ที่มีไม่มากพอ เป็นเหตุทำให้ต้องเลิกกิจการ มีเพื่อนมาแนะนำให้เข้ามาสู่วงการธุรกิจแบบเครือข่าย อะไรที่เราฟังก่อนแล้วแล้วรู้สึกว่าดีค่อยพิจารณา

ตอนนั้นเลยเปิดใจลองเข้าไปสัมผัส ค้นพบว่ามันตรงกับแนวคิดเรา เราเรียนมาตั้ง 20 กว่าปี ถ้าเราจะไปเรียนต่อมันคงไม่ใช่เรา เพราะเราไม่ชอบเรื่องการเรียนสักเท่าไร กับเราจะทำงานอะไรดีที่เราชอบ ก็เลยมีแนวคิดว่าเราแบ่งเวลา 20 ในเรื่องของการเรียน กับ 20 ที่เราจะต้องพัก และช่วงเวลาตรงกลางอีกประมาณ 30 ปีที่เราทำงานเราจะทำงานแบบไหนดี ที่ทำให้ตัวเองมีความสนุกกับการทำงานแล้วเราไม่ได้รู้สึกขัดกับตัวเอง เลยลองและชอบในการทำงานอิสระแบบนี้ ก็เลยเข้าใจว่าการหาเงินมีอยู่สองแบบก็คือ งานที่ตามเวลา และงานที่ตามผลงาน ซึ่งผมผ่านงานที่ตามเวลามาแล้วก็คืองานประจำ ผมชอบงานประจำมาก แต่ผมก็มีความคิดว่ามันยังไม่ได้เติมเต็มชีวิต เลยเลือกไปทำงานที่ได้รายได้ตามผลงานเพราะเราสามารถสร้างรายได้เท่าไรก็ได้ตามผลงานที่เราทำ

สุขภาพกับธุรกิจ MLM มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

ธุรกิจ MLM ก็คือ Multi-Level Marketing หลาย ๆ คนก็มีทัศนคติที่แตกต่างกันนะ ถ้าเราตัดคำว่าเครือข่ายออกมันก็คือธุรกิจ ผมมองว่าธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่มีผู้บริโภคมันก็คือธุรกิจ แล้วผมมองว่า Multi-Level คือเลเวลที่เล็กลงมาถ้าเลเวลที่ใหญ่ก็แบบร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่มีสาขาเยอะ ๆ หรือ ร้านกาแฟที่มีสาขาเยอะ ๆ เขาทำในลักษณะแบบนี้ซึ่งเราก็ทำในลักษณะแบบนั้นเหมือนกัน แต่เพียงแค่เราไม่ต้องลงทุนเยอะแบบนั้นและเราไม่จำเป็นต้องมีความรู้เพราะว่าเราสามารถเพิ่มทักษะได้

โดยพื้นฐานผมเองจบศิลปะมา ชอบคุยแต่ไม่ชอบนำเสนออะไรกับใคร ครั้งหนึ่งเคยไปเจอเพื่อนที่ขายของออนไลน์เขาเป็นสิวเยอะมากแล้วหาย เขาก็ไปโพสต์ลงโซเชียลมีคนมาถามเคล็ดลับเยอะแยะมากมาย มันเลยเกิดคำถามว่าเราไม่ได้เป็นสิวเราจะทำยังไงให้ดึงดูดผู้คนเข้ามาได้เยอะขนาดนั้น

เราเลยมามองตัวเองในตอนนั้นเป็นคนหน้าอ้วน ๆ ทำงานหนักนอนน้อยแล้วก็กินแบบตามใจ ไม่มีความรู้เลยทำให้เราบวมและอ้วนขึ้นจนกระทั่งป่วย เลยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีซิกแพคสักครั้งในชีวิตทำอย่างไรดี แล้วถ้าการที่เรามีซิกแพคแล้วคนรอบตัวเราก็อยากลดน้ำหนัก อยากมีสุขภาพที่ดีเราทำได้ก็น่าจะดึงดูดได้คล้าย ๆ กับเพื่อนที่เป็นสิว ผมไม่ถนัดในการนำเสนอ ถ้ามีคนมาสอบถามว่าเราดูแลรูปร่างยังไงทำไมเราถึงหน้าเด็ก เป็นแบบนี้เราจะนำเสนอได้ง่ายกว่า ผมเลยมองเห็นว่ามันสามารถทำได้ ผมก็เริ่มต้นลงมือทำแล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา

การมีรูปร่างที่ดีสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจจริงหรือ

ผมเห็นในเรื่องของตลาดรูปร่างก็เลยมีความคิดว่าเราจะสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างไร ยกตัวอย่างดารา เราก็ไม่รู้ว่าเขาใช้สินค้าแบบนั้นจริงไหม อย่างเดียวหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นเพื่อนของเราจะรู้ว่าเรามีรูปร่างที่อ้วนมาก่อน แล้วเราก็นำเสนอในเรื่องของการดูแลรูปร่างในเรื่องของการใช้สารอาหาร ในเรื่องของการออกกำลังกายเขาก็จะเห็นเราตลอดเวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ครับ พอเราเกิดการแบบนี้ที่เห็นแล้วเชื่อจริง ๆ เห็นจากไลฟ์ เห็นจากการทำวิดีโอ เราทำส่วนต่าง ๆ ให้เพื่อนเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดความเชื่อได้จริง ๆ

กฎเหล็กการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

กฎเหล็กคือการพัฒนาตัวเอง เราสามารถพัฒนาตัวเองจากอะไรบ้าง เช่น จากหนังสือ เพราะบางคนเวลาเข้ามาทำงานหรือเข้ามาทำธุรกิจมักเจอเสียงรอบข้างต่าง ๆ “ทำไม่ได้หรอก ไม่เก่งหรอก ไม่ได้จบมา” มีคนมาดับฝันเยอะมาก เราก็เกิดเปลี่ยนความคิด หรือเราอยากที่จะแบ่งปันให้ผู้คนทำได้ตามเราแล้วเกิดคำพูดในทางลบ แล้วเราเกิดความคิดนั้นตามไปด้วย นั่นแสดงว่าเราไม่ได้ทำงานด้วยความสุข ซึ่งการพัฒนามีอยู่หลายมิติการพัฒนาในการเชื่อมั่นในตัวเอง ในการรักในตัวเอง การมีความสุขอันนี้เป็นกฎเหล็กที่ไม่ว่าใครทำงานด้วยความสุขจะสามารถทำงานได้ยาวนาน 

ข้อสองคือ จงเป็นนักลงมือทำเมื่อก่อนเป็นคนที่เจ้าโปรเจกต์ ที่ตื่นเช้ามามักมีความคิดเรื่องธุรกิจเสมอ จะทำธุรกิจนั้น ธุรกิจนี้อยากทำ คิดแล้วก็มานั่งคิดต่อว่าเราจะเจอปัญหาอะไรไหม เราก็ใช้เวลาในการคิดนานเกินไป แต่ไม่ได้ใช้เวลาในการลงมือทำมันก็ไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ซึ่งการที่จะเป็นนักลงมือทำเราคิดเสร็จแล้วเราก็มาดูว่าเราตื่นเต้นกับการลงมือทำในเรื่องอะไร เพราะเป็นไปไม่ได้เลยว่าเราจะลงมือทำแล้วสามารถสำเร็จในวันพรุ่งนี้เลย

คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาเอาชนะตัวเองวันละเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมจนเป็นเนื้องานชิ้นใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าเราลงมือทำเรื่อย ๆ มันจะเกิดวินัยจนกลายเป็นนิสัยใหม่ ทำให้เราทำได้อย่างต่อเนื่อง

ทัศนคติเชิงบวกสำคัญต่อความสำเร็จในอาชีพอย่างไร

เราจะเรียนรู้ในวิธีคิดเราใช่ไหมว่าเป็นบวกหรือลบ โดยให้เราถามตัวเองว่าสิ่งที่เราคิดมันทำให้เราไปข้างหน้า หรือมันทำให้เราหยุดอยู่กับที่หรือถอยหลัง บางคนให้นิยามความคิดบวกที่แตกต่างกัน อาจมองเป็นเรื่องเพ้อฝัน ขายฝัน ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝันตั้งแต่เรียนจบแล้วแหละว่าจบมาอยากมีเงินเดือนเท่าไร แล้วเราก็ไปตามหาความฝันนั้น แต่ก็อาจไม่ได้ตามที่ฝันไว้ ซึ่งเราเองเป็นคนที่ตั้งคำสถามให้ตัวเองว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันคงไม่เก่งมากพอ ฉันไม่มีความรู้” ซึ่งความคิดแบบนี้มันทำให้เราหยุดอยู่กับที่มันไม่ทำให้เราไปข้างหน้า

ลองเปลี่ยนคำถามใหม่ ถ้าเราไม่เก่งจะทำอย่างไรให้เราเก่งขึ้น ถ้าเราอายุเยอะแล้วทำอย่างไรให้เรามีความรู้มากขึ้น ผมมองว่าสิ่งนี้จะทำให้เราคิดบวกได้มากขึ้น ประเด็นที่สองเวลาเราโดนคนอื่นมาพูดกับเราในเชิงลบให้เราคิดบวกในการรักตัวเองว่าถ้าเรากลับไปสู่ที่เดิมเรารับได้ไหม ถ้าเรารับได้ในสิ่งที่เราทำอยู่แสดงว่าเรามีความสุข ดังนั้นเราลองคิดบวกในการลงมือทำสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจอย่างเดียว พอเรามีความสุขแล้วก็จะเกิดการค้นหาทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองครับ