ข้อคิดที่อยากบอกให้รู้ ก่อนเริ่มต้นวัยทำงานเต็มตัว

คำกล่าวที่ว่า “ประสบการณ์จะทำให้คนฉลาดขึ้น” ดูเหมือนจะเป็นจริงเช่นนั้น เพราะประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุดที่สอนให้เรารู้ว่าชีวิตนี้ทำเรื่องอะไรผิดพลาดบ้าง เมื่อมีประสบการณ์กับเรื่องใด ๆ ก็ตาม ก็จะพบว่าเรามักจะไม่ทำมันผิดซ้ำซากเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ ฉะนั้น ยิ่งมีประสบการณ์มาก ก็ได้เรียนรู้ชีวิตมามาก และสะสมชั่วโมงบินเหนือกว่าคนอื่นเช่นกัน ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์นี่เองที่เราควรให้ความสำคัญให้มาก

เช่นเดียวกัน ประสบการณ์ทำให้เราพิจารณาความหมายของ “ความสำเร็จ” แตกต่างไปจากเดิมด้วย เมื่อโตขึ้นเราจะพบว่าเรามองอะไรต่ออะไรไม่เหมือนเดิมกับที่เคยมอง และเมื่อพูดถึงอาชีพการงาน คนที่มีประสบการณ์สูงกว่าก็ย่อมมองความสำเร็จลึกซึ้งกว่าคนวัยเริ่มทำงาน ดังนั้น พวกเขามีสิ่งที่อยากจะแนะนำหรือบอกกล่าวกับบรรดาผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นวัยทำงานเต็มตัว ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จในอาชีพในระยะยาว ควรทำอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว พอมองย้อนกลับไปในช่วงที่เริ่มต้นทำงาน พวกเขาก็หวังจะมีคนมาเตือนพวกเขาแบบนี้เหมือนกัน

1. ให้ความสำคัญกับการเติบโตมากกว่าค่าตอบแทน

ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมอยากได้ค่าตอบแทนจากการทำงานอย่างสมน้ำสมเนื้อ (หรือหวังสูงกว่านั้น) นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับคนที่ทำงานมานาน พวกเขาพบว่านั่นเป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งในช่วงที่ตัวเองเริ่มต้นทำงาน ค่าตอบแทนสำคัญก็จริง แต่ถ้าคิดจะอยู่ในสายงานใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ โอกาสในการเติบโต และโอกาสพัฒนาทักษะของตนเอง บุคคลที่ให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนมากกว่าการเติบโต มักจบลงด้วยการทำงานให้กับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต ดังนั้น ให้ตระหนักว่าถ้าเราเติบโตได้ ค่าตอบแทนหรือผลลัพธ์อื่น ๆ ก็จะตามมาเอง

2. ไม่มีใครรู้ไปซะทั้งหมด

ในการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น คุณอาจรู้สึกกดดันว่าต้องตอบคำถามให้ถูกต้องเสมอ นี่เป็นที่เข้าใจได้ เพราะคุณต้องการสร้างความประทับใจแรก แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะรอบรู้ไปซะหมดทุกเรื่อง ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสียหายที่จะยอมรับอย่างมั่นใจว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร ที่สำคัญ ถ้าไม่รู้ก็อย่าอวดรู้ ยอมรับตั้งแต่เนิ่น ๆ และแก้ปัญหาด้วยการ “ทำให้รู้” ไม่ต้องคำนึงว่าเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานหรือไม่ เพราะการรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ย่อมมีผลดีกว่าการไม่รู้อะไรสักอย่างที่นอกเหนือจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมา

ช่วง 2-3 ปีแรกในการทำงาน เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่ดีที่สุด ความรู้จากสถานศึกษานำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานได้ก็จริง แต่บางทีมันไม่ใช้ไม่ได้กับอุปสรรคที่พบขณะทำงานเสมอไป ฉะนั้น ไม่มีการศึกษาใดที่จะดีไปกว่าประสบการณ์ที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วงเริ่มทำงาน ให้ซึมซับความรู้และประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด สงสัยให้ถาม หรืออาจขอปรึกษาเป็นการส่วนตัวจากคนที่มีประสบการณ์และความรู้มากกว่า เพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ คนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้

3. อย่าให้การสัมภาษณ์ดำเนินไปด้วยฝ่ายเดียว

ข้อนี้อาจไม่เคยมีใครตระหนักมาก่อน แต่การที่คุณมีโอกาสได้สัมภาษณ์งานกับบริษัทหรือองค์กรใดก็ตาม จำไว้ว่าคุณเองก็กำลังสัมภาษณ์พวกเขามากพอ ๆ กับที่พวกเขากำลังสัมภาษณ์คุณ คำถามที่คุณถามอาจมีความสำคัญมากกว่าคำถามที่เขาถามจากคุณก็ได้ ดังนั้น ให้มองว่าการสัมภาษณ์งานเป็นโอกาสในการพิจารณาว่าบริษัท หรือว่าที่เพื่อนร่วมงานในอนาคตนี้ สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมายในอนาคตของคุณหรือไม่

อีกทั้ง ให้ถือว่าช่วงฝึกงานหรือทดลองงาน เป็นอีกช่วงของการสัมภาษณ์ด้วยเช่นกัน หัวหน้างานจะประเมินผลการปฏิบัติงานของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จะได้ประเมินชีวิตการทำงานที่นี่ว่าเป็นอย่างไร ใช้เวลานี้อย่างชาญฉลาด ถามคำถามที่ตัวเองสงสัย แนะนำตัวเองกับคนในแผนกต่าง ๆ และเรียนรู้วัฒนธรรมของค์กร จากนั้นเมื่อสิ้นสุดการทดลองงาน ให้ตอบคำถาม 2 ข้อนี้ด้วยความมั่นใจ แล้วจะรู้คำตอบว่าจะไปต่อกับที่นี่หรือไม่

  • ฉันจะประสบความสำเร็จและเติบโตที่นี่ได้ และจะมีความสุขกับที่นี่
  • ฉันสามารถมีความสำคัญ มีความหมายเมื่อทำงานที่นี่ และมีส่วนร่วมกับพันธกิจขององค์กรได้อย่างเต็มที่

4. เรียนรู้ที่จะรับความเสี่ยงให้มากขึ้นจากความผิดพลาด

แม้ว่าความล้มเหลวจะไม่ใช่ข้อกำหนดของความสำเร็จเสมอไป แต่ก็มักจะเป็นเส้นทางที่เราหลงทางกันมากที่สุดจนกว่าจะหาทางออกเจอ ช่วงวัยเรียน คุณอาจคุ้นเคยกับการทำอะไรก็ตามที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ลงมือทำเฉพาะสิ่งที่มั่นใจว่าทำได้ อะไรที่ไม่มั่นใจก็จะไม่เสี่ยงเพราะกลัวความล้มเหลว แต่จริง ๆ คุณไม่ควรหลีกเลี่ยงการลงมือทำอะไรเพราะความกลัว จงยอมรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลว อย่าลืมว่ามันมีโอกาสสำเร็จด้วย ในเมื่อคุณก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ถ้าได้ทำ เมื่อมองย้อนกลับไป จะพบว่าการตัดสินใจนี้คุ้มค่าที่สุดแล้ว

ความผิดพลาดมักเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลองทำสิ่งใหม่ ๆ ผู้นำหลายคน ต่างก็ประสบกับความผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้นจากการลองผิดลองถูก แต่ท้ายที่สุดเขาก็ลุกขึ้นยืนได้ ดังนั้น ตระหนักไว้เสมอว่าความล้มเหลวมักเป็นรากฐานของความสำเร็จ เช่นเดียวกันกับการทำงาน ในช่วงแรก เราอาจเลือกเดินทางนี้เพราะคิดว่าดีที่สุด แต่ต่อมา หากพบว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่สำหรับเรา อย่าลังเลที่จะเปลี่ยนทางเดิน คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นซื่อสัตย์กับตัวเอง ก้าวข้ามความกลัวไปลองทำดู

5. เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

สำหรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี จะรู้ดีว่าบทเรียนนี้ชัดเจนที่สุด คนเราทุกคนมีเวลา แต่เวลาเรามีจำกัด ดังนั้น จงใช้เวลาอย่างชาญฉลาด ทำอะไรก็ได้โดยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างง่าย ๆ แค่การตื่นให้เช้าขึ้น ก็เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการให้เวลาตัวเองมีเพิ่มขึ้น การเลื่อนนาฬิกาปลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นความล้มเหลวแรกของวันเลยก็ว่าได้ ทุกครั้งที่เลื่อน เราจะเสียเวลาไปเปล่า ๆ แม้จะแค่ 5-10 นาทีก็ตาม อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การมีเวลาเพิ่มเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถทำบางอย่างให้สำเร็จได้ใน 1 ปี หรือแม้แต่ตลอดชีวิต

เมื่อโตขึ้น เราจะพบว่าเวลานั้นเป็นทรัพยากรที่ยิ่งหายาก ถึงจะได้มาฟรี ๆ แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปล้วนเป็นโอกาส นี่คือเหตุผลว่าเวลาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด มีเพียงตัวคุณเองเท่านั้นที่สามารถเลือกได้ว่าจะจัดสรรทรัพยากรนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจนำไปใช้เรียนรู้ภาษาใหม่ เข้าร่วมงานอาสาสมัคร หรือนำไปฝึกฝนทักษะต่าง ๆ อย่ามานึกเสียดายทีหลังถึงสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด คือการปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ข้อมูลจาก Entrepreneur