อังกฤษต้องไม่ตายเพราะความสวย

ฟุตบอลยูโร 2021 เปิดฉากอย่างเร่าร้อน ทีมดังชนิด อิตาลี เบลเยียม อังกฤษ ลงอวดฝีเท้าให้แฟนบอลชาวไทยได้ชมกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ถือเป็นการคลายทุกข์ในช่วงโควิดระบาดก็ย่อมได้

คงต้องพูดถึงชัยชนะนัดแรกของทีมขวัญใจชาวไทยอย่าง “สิงโตคำราม” ต่อโครเอเชียนั้น ถือเป็นการเบิกฤกษ์ที่ยอดเยี่ยม แม้บางคนยังขัดใจที่อังกฤษ ไม่ได้ใส่เกียร์ 5 ตะลุยเล่นเกมรุกอย่างเต็มสูบ แถมยังไม่ได้เห็น ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พยายามกระชากลากเลื้อยสักเท่าไหร่ รวมทั้งอดดูจอมลีลาอย่าง แจ็ค กรีลิช ดาราจากแอสตัน วิลล่าลงสนามด้วย

ก่อนการแข่งขันผมแอบลุ้นการจัดตัวและรูปแบบการเล่นของ แกเร็ธ เซาธ์เกตต์ ว่าจะมาไม้ไหน เล่นระบบใด เพราะมีผู้เล่นให้เลือกมากมายเหลือเกิน ปรากฏว่ากุนซือผู้ดีนั้นเลือกแทคติคและผู้เล่นได้อย่างเหมาะสม ไม่ได้บ้าเสียงเชียร์ส่งตัวรุกลงไปอวดมากมาย

เน้นความเหนียวและหนักแน่นในแดนกลาง โดยส่งมิดฟิลด์พันธุ์รับลงไปถึงสองคนคือ เดแคลน ไรซ์ และ คัลวิน ฟิลลิปส์ โดยให้ ไรซ์ นั้นยืนต่ำสุด ส่วน ฟิลลิปส์ อยู่สูงขึ้นมาทางขวา คอยไล่บอลตัดเกมคู่ต่อสู้ ปรากฏว่านักเตะจากลีดส์ ทำได้ดีกว่านั้น คือจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้ด้วย จนหลาย ๆ คนเลือกให้เขาเป็น “แมน ออฟ เดอะ แมตช์”

ช่วงท้ายเกม เซาธ์เกตต์ ยังส่ง จู๊ด เบลลิงแฮม เด็กวัย 17 ลงสนามไปช่วยวิ่งสกัดอีกคน แดนกลางโครแอต เลยขยับเขยื้อนไม่ออกเข้าไปใหญ่

ผมมองว่าโค้ชอังกฤษเลือกแผนได้ถูกต้อง และรู้ศักยภาพของนักเตะตัวเองเป็นอย่างดี ว่าไม่ควรจะไปเปิดหน้าแลกกับทีมเทคนิคดี ๆ อย่าง โครเอเชีย หรือ แม้กระทั่งทีมใหญ่อื่น ๆ ที่จะมีโอกาสเจอในอนาคตอันใกล้นี้

สู้ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์คือจัดมิดฟิลด์พันธุ์ดุวิ่งไล่ไม่เลิกแบบนี้ แล้วค่อยหาจังหวะฉาบฉวยบวกกับลูกนิ่งเพื่อหวังผลเอา

เป็นแทคติตที่ต้องใช้ความอดทนและระเบียบวินัย รวมทั้งความฟิตสูงด้วย แต่น่าจะทำได้ “สิงโตคำราม” ไปได้ไกลทีเดียว ถ้ารู้จักยอมรับคำว่า “Ugly Win” หรือชนะแบบปิดเกมได้บ้าง ไม่ใช่จะไปเปิดเกมรุกอ้าซ่า หรือเล่นสวยงามชนิดเสื้อไม่เลอะเหมือนสมัยก่อนมันก็ไม่ไหว

น่าคิดเหมือนกันว่าถ้านัดต่อไป แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมาฟิต จะเบียดตำแหน่งยังไง เพราะทั้ง ไทโรน มิงค์ส และคัลวิน ฟิลลิปส์ โชว์ฟอร์มได้แจ่มแจ๋วเหลือเกิน

สุดท้ายคงต้องขอเอาใจช่วยให้อังกฤษเข้ารอบลึก ๆ ได้สำเร็จ หรือไปถึงแชมป์เลยได้ยิ่งดี เพราะไม่ได้สัมผัสความสำเร็จมานานตั้งแต่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1966 หรือ 55 ปีมาแล้วนะครับ

เที่ยวนี้เหล่าขุนพล “ทรีไลออนส์” คงมีกำลังใจเป็นพิเศษ เพราะเอฟเอของอังกฤษประกาศแล้วว่าจะอัดฉีดถึง 12 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 500 ล้านบาท ถ้าพวกเขาไปถึงฝันจริง ๆ เข้า

เงินก็เรื่องหนึ่งนะครับ แต่ที่สำคัญคือความเป็นฮีโร่ที่สามารถสร้างความดีใจให้กับคนทั้งชาติและถูกจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์นั้นมันยิ่งใหญ่กว่าเยอะ