ปี 2008 ภายในเพรสเซ็นเตอร์ ระหว่างพิธีเปิดโอลิมปิก ปักกิ่งเกมส์ นักข่าวส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีเปิดซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ (อันหมายรวมถึงผู้เขียนด้วย) กำลังวุ่ยวายกำลังการนั่งส่งข่าวกลับกองบรรณาธิการ หลังตัวละครลับในการจุดคบเพลิงโอลิมปิกปรากฏตัวออกมาแล้วว่าเป็น “หลี่หนิง” อดีตนักยิมนาสติก ทีมชาติจีนซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากที่คาดการณ์กันไว้สักเท่าไร
และในระหว่างที่นักข่าวหัวดำ ๆ กำลังพิมพ์ข่าวเสียงดังน้อยกว่าข้าวตอกแตก เพราะใช้โน้ตบุ๊กกันหมดแล้ว ก็มีเสียงนักข่าวฝรั่งเดินเข้ามาถามว่า “คนที่จุดคบเพลิงโอลิมปิกคือใคร” กลุ่มนักข่าวไทยหันไปมองที่ต้นเสียง พร้อมกับมีเสียงตะโกนจากเพื่อนนักข่าวคนหนึ่งว่า “หลี่หนิงไง” นักข่าวต่างชาติคนนั้นทำหน้างงงัน เหมือนไม่รู้จักหลี่หนิง และดูเหมือนเขาต้องการคำอธิบาย แต่ช่วงเวลาที่เมืองไทยกำลังจะเข้าสู่เส้นเที่ยงคืนทุกคนต้องปั่นต้นฉบับ ไม่มีใครให้คำอธิบายได้
เสียงนักข่าวฝรั่งคนนั้นเอ่ยขึ้นมา ให้พวกเราได้ยินกันว่า “สรุปคือพวกคุณรู้แค่ว่าเขาชื่อ หลี่หนิงใช่ไหม” แล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานเพื่อนนักข่าวฉบับหนึ่งที่อดรนทนไม่ได้ได้เอ่ยสวนไปเป็นภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “รู้มากกว่าชื่อแต่ทำไมต้องบอก” เป็นคำตอบที่เรียกเสียงหัวเราะจากพวกเราได้ยกใหญ่
นั่นซิทำไมต้องบอก…และแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาได้ 13 ปีแล้วแต่ผู้เขียนยังจำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนักข่าวต่างชาติคนนั้นได้เพราะนั่นคือการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีความรู้รอบตัวอย่างจริงจังเพราะ “หลี่หนิง” ไม่ได้เป็นแค่นักกีฬายิมนาสติกที่คนจีนชื่นชอบ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการกีฬาของจีน
นอกจากนี้หลี่หนิงยังเป็นเจ้าของแบรนด์หลี่หนิง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่หนุ่มสาวชาวจีน และนั่นน่าจะเป็นเหตุที่ผู้เขียนเห็นด้วยกับเพื่อนนักข่าวท่านนั้นที่พูดว่า “ทำไมต้องบอก” เพราะถ้าคุณเป็นนักข่าว คุณจะต้องเป็นคนช่างสังเกต ชอบเก็บข้อมูล ตกใจไว้กว่าคนอื่น และเหนืออื่นใดต้องมีความอยากรู้อยากเห็นในระดับที่เหนือกว่าคนปกติ
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าได้ความรู้อย่างมากจากผู้บรรยายที่เป็นผู้บรรยายรับเชิญน่าจะมาจากสถานทูต (ขออภัยถ้าจะจำผิดพลาด) ในพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ปี 2006 ที่โดฮา การ์ต้า หลายท่านคงยังจำได้กับการจุดคบเพลิงของเจ้าชายหนุ่มและเป็นกัปตันทีมขี่ม้าของการ์ต้า Sheikh Mohammed bin Hamad bin Khalifa Al Thani ที่ขี่ม้าอาหรับสีดำขลับวิ่งขึ้นบนทางลาดชันเพื่อจุดคบเพลิง
ที่น่าสนใจและเป็นอีกหนึ่งความรู้รอบตัวที่ทำให้คนดูอย่างผู้เขียนได้รับรู้คือความหมายในชื่อที่ผู้บรรยายหญิงในพิธีเปิดครั้งนั้นได้กล่าวเอาไว้ถึงการเรียกชื่อในแบบของการ์ต้าว่า Sheikh คือชื่อตำแหน่ง Mohammed คือชื่อของท่าน bin แปลว่าลูกชาย และตามด้วยชื่อบิดาคือ Hamad ซึ่งนับว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่ผู้บรรยายได้ให้ความรู้แก่คนดูชนิดที่ไม่ต้องไปขวนขวายค้นหาที่ไหน
ที่เล่ามาตั้งแต่ปี 2008 และย้อนกลับไปที่ปี 2006 เพราะอยากให้เห็นว่าการมีความรู้รอบตัว หรือ หาความรู้เพื่อใช้ในการทำงานในฐานะสื่อนั้นสำคัญแค่ไหน อย่างล่าสุดในพิธีเปิดยูโร 2020 ที่มีอันเดร โบเชลลี่นักร้องเสียง Tenor ชาวอิตาลีมาร้องเพลง Nessun Dorma ในพิธีเปิด ทำให้คนที่ชมการถ่ายทอดสดต่างพากันซาบซึ้งไปกับบทเพลง และสิ่งที่ได้ตามมาเมื่อผู้เขียนอ่านข่าวต่างประเทศคือการพูดถึง Nessun Dorma ว่าเป็นเพลงที่เปรียบเสมือนให้กำลังใจ และให้ทุกคนลุกขึ้นสู้เพื่อที่จะได้คว้าชัยชนะไปด้วยกัน คนที่ไม่เคยฟังเพลงแบบโอเปร่า ก็ได้ฟังในครั้งนี้ คนที่ไม่เคยรู้ความหมายเพลง ก็ได้รู้ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ความรู้มีอยู่รอบตัวเราค่ะ ถ้าเราไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่คิดว่าที่รู้อยู่แล้วนั้นคือรู้ทั้งหมดแล้ว หากการกระหายที่จะได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาจะทำให้คุณพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น ปรับตัวเข้ากับสังคม สถานที่ใหม่ได้ง่ายกว่าคนอื่นเหมือนภาษิตไทยที่บอกว่า “รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม” ความรู้นั้นมีประโยชน์เสมอและคุณเองก็อาจคาดไม่ถึงเมื่อต้องหยิบมาใช้ในเวลาที่จำเป็น






























