5 เรื่องที่ไม่ลับ แต่อย่าบอกให้เพื่อนร่วมงานรู้จะดีกว่า

รู้ใช่ไหมว่าเราใช้เวลาอยู่ที่ทำงานถึง 1 ใน 3 ของวัน (บางคนอาจอยู่นานกว่านั้น) แต่ละวันได้ใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนที่บ้านเสียด้วยซ้ำ ซึ่งการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระและเรื่องงานก็เป็นเรื่องปกติในการพูดคุยกันอย่างสนิทสนม อย่างไรก็ดี การเป็นมืออาชีพ ใช่ว่านึกอยากจะพูดอะไรกับใครก็พูด อยากถามอะไรก็ถาม โดยเฉพาะในสิ่งที่เหมือนเป็นจุดอ่อนให้คนอื่นเข้ามาโจมตี หากวันหนึ่งมีเรื่องผิดใจกัน ดีไม่ดีจะกลายเป็นผลกระทบต่อหน้าที่การงานในอนาคต อาจตกงานโดยไม่ได้เตรียมใจเตรียมตัวมาก่อนเอาก็ได้

เงินเดือน

นอกจากเหตุผลของบริษัท ที่ป้องกันคำถามว่าทำไมถึงให้เงินเดือนพนักงานตำแหน่งเดียวกันไม่เท่ากัน ก็เลยพิมพ์หน้าสลิปเงินเดือนว่า “เป็นเอกสารที่ปกปิดเป็นความลับห้ามเปิดเผย” เอาไว้ หลายคนก็รู้ดีด้วยตัวเองอยู่แล้วว่าไม่ควรจะบอกเงินเดือนของตัวเองให้เพื่อนร่วมงานรู้ เพราะสำหรับบางคนมันก็เป็นเรื่องน่าอายจริง ๆ ที่จะเปิดเผยตัวเลขเงินเดือนของตัวเอง แต่บางคนก็มั่นใจซะเต็มประดาว่าเงินเดือนตัวเองมากพอจะเกทับคนอื่น ระวัง! อาจจะมีคนที่ได้มากกว่าก็ได้นะ ที่สำคัญก็แสดงถึงความไม่มีมารยาทด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาขิงข่าให้เกิดความขัดแย้งกัน

ความสัมพันธ์ส่วนตัว

เพราะว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ไม่จำเป็นต้องเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังถูกไหม? จะรักใครชอบใคร ทะเลาะกับที่บ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง เราไม่รู้หรอกว่าจะเจอคนประเภทไหน อาจเจอคนประเภทขี้รำคาญ ที่สงสัยว่าจะเอามาพล่ามทำไม ไม่ได้อยากรู้ ประเภทรู้นิดหน่อยแล้วอยากตามต่อ จนกลายเป็นประเด็นเมาท์มอยทุกช่วงพักของการทำงาน ประเภทที่เป็นห่วง (เหรอ?) ที่มักจะคอยถามตอนต่อไปราวกับจนเราเองนี่แหละที่จะรำคาญ หรือประเภทหมั่นไส้ ไว้ไปปรึกษากับเพื่อนสนิทข้างนอกโน่น

ไม่พอใจใครต่อใครในบริษัท

ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องโลกสวย รักทุกคนในออฟฟิศจนไม่เคยไม่พอใจใคร จะเกลียดขี้หน้าหรือหมั่นไส้อะไรเขาก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ถ้าอยากเมาท์มอย อยากนินทา อยากด่า ไว้ไปคุยกับนอก อย่าคุยกับคนในออฟฟิศ เพราะสังคมการทำงานน่ะ ทุกคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง (แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีมิตรแท้) ถ้าวันใดเกิดผิดใจกันขึ้นมา หรือถูกคาบข่าวไปบอกเจ้าตัวเข้าจะเดือดร้อนเอา บั่นทอนความเชื่อใจจนทำให้มองหน้ากันไม่ได้ ทำลายบรรยากาศในการทำงาน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน ไม่น่าเชื่อถือ และอาจจะดูเป็นคนไม่ดีขึ้นมาในทันที

ติบ่นเรื่องงาน

อย่างที่บอกว่าสังคมการทำงาน ทุกคนต่างทำเพื่อความอยู่รอด เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ส่วนมิตรภาพน่ะมันกินไม่ได้ ถ้าเที่ยวไปเล่าให้ใครต่อใครในออฟฟิศไม่ชอบงานนี้ งานอย่างนั้น งานอย่างนี้ แล้วเกิดเขาเอาไปเปลี่ยนนิดปรับหน่อยจนความหมายเปลี่ยน ก็จะกลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่รักงาน ไม่ชอบงาน ไม่ยินดีกับงานที่ทำอยู่อะไรทำนองนั้น ซึ่งผลลัพธ์อาจจะกระทบต่อหน้าที่การงานได้เลย ไม่พอใจ ไม่ชอบ เก็บไปบ่นกันเพื่อนสนิทแก๊งประจำ ที่มักจะมาจับกลุ่มระบายชีวิตให้กันฟังอยู่เสมอ ๆ หรือถ้าอยากเสนอข้อเสนอดี ๆ เพื่อพัฒนาบริษัท ก็พูดในที่ประชุมไปเลย

บัญชีโซเชียลมีเดีย

ก็แหม สมัยนี้เวลาไม่พอใจอะไรใคร ก็เราก็มักจะอัปสเตตัสด่า แซะ หรือประชดประชันกันเสมอ แล้วจะดีเหรอถ้าเพื่อนร่วมงานเห็น ยิ่งถ้าก่อนหน้าเคยมีเรื่องเคือง ๆ กันอยู่ พอเจอสเตตัสแซะแบบนั้น ใคร ๆ ก็แอบร้อนตัวทั้งนั้นว่าหมายถึงฉันหรือเปล่า ทั้งที่จริง ๆ เราอาจไม่อะไรกับเขาเลย แต่คนมันคิดไปแล้ว จึงอาจลุกลามกลายเป็นสงครามประสาทในออฟฟิศก็เป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ติดต่องานกัน ก็ตั้งค่าจำกัดการมองเห็นไว้ก็กัน อะไรตั้งใจอยากให้เห็นค่อยแก้การตั้งค่าเอาก็ได้ อะไรไม่อยากให้เห็นก็ตั้งค่าไว้ แต่ทางที่ดีอย่าแอดเป็นเพื่อนกันเลยดีกว่า