หลากหลายทางเพศไม่ผิด รักเพศเดียวกันคือความรักธรรมดา

หลายคนในที่นี้อาจจะยังไม่ทราบว่าวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญระดับนานาชาติวันหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ เป็นวันสำคัญในการรณรงค์ให้ปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป และตัวตนของพวกเขาเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อจำกัด ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเพศใด ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกทุกรูปแบบ เพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ในสังคมแบบเปิดเผยโดยไม่ถูกรังเกียจ

ที่มาของวัน IDAHOTB

IDAHOTB (ไอดาฮอต) เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของคนกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT) โดย IDAHOT นั้นย่อมาจาก The International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia หรือแปลเป็นไทยได้ว่า วันสากลยุติความรังเกียจคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ ถูกกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004 โดยถือเอาวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันดังกล่าว

ทำไมจึงต้องเป็น 17 พฤษภาคม? ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤษภาคม 1990 ที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก (WHO) มีมติรับรองว่า การรักร่วมเพศ (Homosexual) หรือความพึงพอใจในเพศเดียวกันนั้น ไม่จัดว่าเป็นความผิดปกติทางจิตเวช เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับว่าวันที่ 17 พฤษภาคม เป็นวันที่องค์กรสุขภาพระดับโลกปลดล็อกแล้ว ว่าคนที่รักเพศเดียวกัน รักคนข้ามเพศ และคนรักทั้งสองเพศ ไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิตแต่อย่างใด

ภาพจาก May17.org

ในปี 2004 จึงได้มีการจัดตั้ง วันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน (International Day against Homophobia : I.DA.HO) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ไม่ว่าจะเป็น Lesbian (เลสเบี้ยน), Gay (เกย์), Bisexual (ไบเซ็กชวล) และ Transgender/Transsexual (คนข้ามเพศ) ว่าพวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรจากเรา ๆ ทั้งหลาย รวมทั้งเพื่อให้การสนับสนุนนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับกลุ่ม LGBT ด้วย

ต่อมาในปี 2009 มีการเพิ่มคำว่า เกลียดกลัวคนข้ามเพศ (Transphobia) เข้าไปในชื่อวันดังกล่าว ก็เพื่อชี้ชัดให้เห็นถึงความแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องรสนิยมทางเพศ เพศวิถี และการแสดงออกทางเพศ ที่สามารถกระทำได้อย่างมีตัวตน ไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้นเพราะกลัวคนจะรังเกียจ กลังอันตราย และควรได้รับการยอมรับ ทำให้วันสำคัญดังกล่าวมีชื่อยาวออกไปอีก เป็น International Day Against Homophobia and Transphobia

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะปัญหาที่คน LGBT ที่รักทั้งสองเพศยังไม่ได้รับการยอมรับ คนกลุ่มนี้ถูกมองว่าไม่เลือกเพศ ทำตัวสับสน ทำให้ต้องเพิ่มคำว่า เกลียดกลัวคนรักสองเพศ (Biphobia) เข้าไปอีกคำในปี 2014 จนวันดังกล่าวใช้ชื่อเต็ม ๆ ว่า วันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ (International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia : IDAHOTB)

ภาพจาก May17.org

แต่ละปีจะมีการกำหนดแนวคิดหลักในการเฉลิมฉลองวันนี้ โดยในปี 2021 ใช้แนวคิดว่า “Together: Resisting, supporting, healing” ร่วมกันด้วยช่วยกัน : ต่อต้าน สนับสนุน เยียวยา จากอคติที่คนจำนวนไม่น้อยยังมองว่าคนที่รักเพศเดียวกัน รักคนข้ามเพศ หรือรักสองเพศ เป็นความผิดปกติ แปลกประหลาดจากธรรมชาติ ทำให้ถูกแบ่งแยก กีดกันจากสังคม เผชิญคำพูดดูถูก เหยียดหยาม แสดงสายตาและท่าทีรังเกียจ ทั้งที่พวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันกับเราทุกคน จึงต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย กลายเป็นเรื่องผิด?

การกำหนดวันสากลยุติการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ ขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากหลายประเทศ รวมถึงสถาบันระดับสากล เช่น สภายุโรป ในปัจจุบันมีมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ที่ออกมาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญนี้ และมี 37 ประเทศที่กฎหมายรับรองเรื่องการแต่งงานเพศเดียวกันอย่างถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะรสนิยมรักเพศไหน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติประการใด

ภาพจาก May17.org

ถึงกระนั้น แม้ว่าสังคมสมัยนี้จะเปิดกว้างกว่าแต่ก่อน เห็นได้จากการยอมรับคนกลุ่ม LGBT เป็นวาระสำคัญระดับนานาชาติ แต่ปัญหาก็ยังอยู่ที่ตัวบุคคล เพราะมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เปิดใจ มีความคิดว่าบนโลกนี้ ต้องมีแค่ชาย-หญิง และผู้ชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้น มีผลให้ในหลาย ๆ กรณี คนกลุ่ม LGBT ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไร้ตัวตน ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัว กลายเป็นความเจ็บปวดในใจ คิดว่าตัวเองผิดปกติ ไม่ยอมรับตัวเอง และถ้าสังคมรู้ก็อาจได้รับอันตราย โดยเฉพาะในสังคมที่มีค่านิยมรังเกียจอย่างรุนแรง 

ความเจ็บปวดนี้ เริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว หลายบ้านคาดหวังกับลูกชาย ลูกสาว ฉะนั้น หากเปิดเผยตัวออกมาว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ครอบครัวคาดหวัง พ่อแม่จะไม่ยอมรับ บางสังคมเคร่งศาสนา บางสังคม LGBT ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย (บางประเทศถึงโทษตาย) หรือบางที่ไม่ถึงกับเป็นกฎหมาย แต่การไม่ยอมรับ LGBT ก็นำไปสู่ความรุนแรง ด้วยการทำร้ายร่างกายและจิตใจ คน LGBT ที่เรียกว่า “การบำบัด” เพื่อให้คน LGBT รู้สึกว่านี่คือความผิด ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจกำหนดบังคับกันได้

ความรักใช้อะไรกันแน่ ใช้หัวใจหรือใช้เพศสภาพ

ในหลายสังคม คนกลุ่ม LGBT มักจะถูกกระทำราวกับว่าเขาไม่ใช่คน การถูกตราหน้าว่าผิดเพศ เป็นเหยื่อความรุนแรง ทั้งการใช้วาจา การประทุษร้ายร่างกาย การถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งที่เขาเพียงแค่รักคนเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ หรือรักทั้งสองเพศ คำถามคือ นั่นเป็นความผิดเหรอ? จากความรักที่ถูกนิยามว่าจะต้องเป็นชายคู่หญิง ทำให้เขาต้องปกปิดตัวเองไม่ให้ใครรู้ เพียงแค่เขาไม่ได้มีความรักแบบที่สังคมนิยาม นั่นก็เท่ากับว่าเขาไม่สามารถสื่อสารให้สังคมรับรู้ได้ว่าเขากำลังไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง

ภาพจาก May17.org

ความสำคัญของวันนี้ จึงเป็นวันที่มีขึ้นเพื่อสนับสนุนความกล้าให้คน LGBT ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเอง สู้เพื่อความเป็นตัวเองอย่างไม่ต้องอับอายหรือกลัวอะไร สู้เพื่อให้สังคมมองข้ามกรอบของคำว่าเพศ แล้วไปมองความเป็นมนุษย์ ให้สังคมคิดว่า แค่แตกต่างกันเรื่องเพศ ไม่ใช่เหตุผลที่จะไปแบ่งแยกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

เพราะฉะนั้น ความรักเป็นความรู้สึกที่มาจากจิตใจ ไม่ใช่มาจากนิยามของสังคมว่าจะต้องหญิง-ชายเท่านั้นถึงจะรักกันได้ ถ้าก้าวข้ามคำว่าหญิง-ชายไปได้ ความรักแบบอยากใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องถูกสงวนไว้แค่เฉพาะเพศหญิงและเพศชาย

คุณค่าคนไม่ได้วัดกันว่าเพศอะไร

สังคมไทยทุกวันนี้ถือว่าเปิดรับความหลากหลายทางเพศกว้างมากขึ้น คนรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มองว่าไม่ว่าจะเป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นอะไรก็ตาม ก็ไม่ได้ให้คนคนนั้นกลายร่างเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ ทุกคนเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการปฏิบัติเท่า ๆ กัน เคารพซึ่งกันและกันว่าเขาจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของเขา สิทธิของเขา คน LGBT จึงมีที่ยืนในสังคม และได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมไทย

ภาพจาก May17.org

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนที่ไม่เปิดใจรับอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าจะไม่ยอมรับ ไม่เปิดใจ เป็นความคิดส่วนตัว ไม่ได้ไปมีใครบังคับว่าต้องเห็นด้วยกับความหลากหลายทางเพศ แต่สิ่งที่ต้องมีคือความเป็นมนุษย์ ไม่ชอบเขาที่เป็นเพศทางเลือก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถปฏิบัติเหมือนเขาไม่ใช่คนได้ สิ่งที่ควรทำคือ ทำเหมือนเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นคนเพศอะไร จะตัดสินคนด้วยเพศที่เขาเป็นไม่ได้ เพราะคุณค่าของเขา มันอยู่ที่สิ่งที่เขาทำ

ยิ่งการยึดติดความคิดแบบสองขั้ว ว่าต้องมีแค่ชายและหญิงเท่านั้น กลายเป็นว่าสังคมนำเอาเพศสภาพ มากำหนดบทบาทในสังคม ว่าผู้ชายต้องมีบทบาทอย่างนั้น ผู้หญิงต้องทำหน้าที่อย่างนี้ หากทำอะไรที่ตรงข้ามกับบทบาทที่ได้รับเท่ากับผิดปกติ เป็นเรื่องตลก หลายองค์กร หลายหน่วยงานก็ยังมีอคติ มองในแง่ลบ ภาพลักษณ์องค์กรเสียหายที่มีคนผิดเพศทำงาน ทำให้กลุ่มคน LGBT ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่น ๆ ว่าถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นเพศแบบที่สังคมยึดติด เขาก็สามารถทำในสิ่งที่สังคมมองว่าทำไม่ได้ได้ และไม่ได้ขำกับเรื่องตลกที่คนพยายามยัดเยียด

ข้อมูลบางส่วนจาก WHO, American Psychological Association