“ซูเปอร์ลีก” คลื่นลูกสุดท้าย?

ความคิดก่อการรัฐประหารในวงการฟุตบอลยุโรปในรูปแบบ “ซูเปอร์ลีก” จบลงอย่างรวดเร็ว ศพตัวแทนผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่อการกบฏครั้งนี้ตายกันเกลื่อน ในรูปแบบการจำใจลาออกจากตำแหน่งสำคัญ ๆ ในฝ่ายบริหาร 

สโมสรไหนเจ้าของแมนหน่อย ออกมาแอ่นอกขอโทษเองอย่าง โรมัน อบราโมวิช จากเชลซี หรือ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ ของ ลิเวอร์พูล บรรดาซีอีโอก็รอดไป สุดท้ายทุกอย่างจบลงด้วยชัยชนะของแฟนบอล ซึ่งก็ถูกต้องเหมาะสมแล้วเพราะโมเดลนี้มันสุดโต่งเกินไป แต่สิ่งที่ติดใจผมมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นประโยคสั้น ๆ จากปากของ อันโตนิโอ คอนเต้ หัวหน้าโค้ช อินเตอร์ มิลาน

“แล้วยูฟ่า ลงทุนอะไร?”

ความเห็นของ คอนเต้ นั้นมองว่า เจ้าของสโมสรยักษ์ใหญ่เป็นผู้แบกรับทุกอย่าง และพยายามพาทีมให้รอดในสถานการณ์ลำบาก ขณะที่ทั้ง ยูฟ่า และ ฟีฟ่า ทำตัวเหมือนเสือนอนกิน เป็นองค์กรกลางที่ผู้บริหารดูเหมือนจะมีผลประโยชน์มากมาย หากินกับบรรดาทีมที่มีแม่เหล็กดึงดูดคนดู โดยแบ่งรายได้ตอบแทนกลับมาอย่างไม่เป็นธรรม

สถานการณ์กบฏ “ซูเปอร์ลีก” จบลงไปแบบประธานหลายทีมทำใจยอมเพราะมหาชนรับไม่ได้กับโมเดลที่ดูเห็นแก่ตัวและทำลายวงการฟุตบอลมากเกินไป ทว่าเจ้าของบางทีมอย่าง เรอัล มาดริด ฟลอเรนติโน่ เปเรซ และ บาร์เซโลน่า โชน ลาปอร์ต้า ยังดูไม่สงบ 

ความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ของบรรดาทีมใหญ่ในยุโรปไม่ใช่ครั้งแรก มีมาตั้งแต่ยุค G14 และปัจจุบันยากยิ่งที่จะสงบ 

ข้อแรกก็คือ นโยบายขององค์กรกลางอย่างยูฟ่า ไม่ตอบสนองความต้องการความต้องการของทีมยักษ์ใหญ่

บรรดาซูเปอร์ทีมเรียกร้องให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมสำหรับพวกเขา แต่สิ่งที่ ยูฟ่า ยุคนี้จัดให้คือเกมที่ต้องลงเตะมากขึ้น ภายใต้ระบบใหม่ของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกที่ดูไม่สร้างสรรค์อะไรเลย

สิ่งที่ทั้ง ยูฟ่า และ ฟีฟ่า เป็นเหมือนกันคือคิดอะไรไม่ออกก็เพิ่มโควตารอบสุดท้าย ให้โอกาสทีมเข้าร่วมมากขึ้น เพื่อปิดปากชาติสมาชิกอื่น ๆ แต่กลับเหมือนเป็นการเพิ่มภาระให้ทีมใหญ่ เพราะบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่พวกเขาจ้างต้องทำงานหนักขึ้น จากเดิมที่ต้องลงโมแข้งฤดูกาลละกว่า 40 นัด อาจต้องเพิ่มเป็น 50 กว่า แถมมีแนวโน้มที่จะต้องขยายปริมาณนักเตะในทีมขึ้นอีกด้วย

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จากสมัยแรก ๆ มีแค่ 8 ทีม เพิ่มเป็น 16 ต่อมาเป็น 24 หลังจากนั้นขยายเป็น 32 ต่อไปจะเพิ่มเป็น 40 เช่นเดียวกับฟุตบอลยูโรที่ขยายสเกลขึ้นเรื่อย ๆ ด้านปริมาณ จนดูจะเกินพอดี เมื่อขนาดของทัวร์นาเมนต์ใหญ่โตขึ้น เจ้าภาพก็จะหาลำบากขึ้น ชาติระดับกลางไม่ต้องหวังจะได้จัด หรือไม่ก็ต้องไปรวมตัวกันเป็นพันธมิตรร่วมจัดหลาย ๆ ชาติให้มันปวดหัวเล่น

ไม่น่าแปลกใจว่าหากว่าต่อไปทัวร์นาเม้นต์ระดับชาติเหล่านี้จะดูยิ่งใหญ่น้อยลง แล้วคนดูจะไปมุ่งมั่นดูเกมระดับสโมสรของแต่ละลีกในประเทศมากยิ่งขึ้น

ข้อสองคือ บารมีและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทั้งยูฟ่า และฟีฟ่าในปัจจุบัน ถ้าเทียบกับ มิเชล พลาตินี่ และ เซปป์ แบล็ตเตอร์ส ดูยังห่างกันไกล ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบรรดาประธานสโมสรระดับเก๋า ๆ จึงไม่ค่อยเกรงใจ จนประธานยูฟ่า อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน เองถึงกับต้องออกมาขู่ใช้ไม้แข็ง

การสงบศึกครั้งนี้ถือเป็นภาวะจำยอมของบรรดาเศรษฐีเจ้าของทีม แต่ถ้าคิดว่าพวกเขาจะหยุดคิดถึง “ซูเปอร์ลีก” หรือลีกในฝันของพวกเขา หรือโมเดลหาเงินแบบใหม่อื่นอีก ผมไม่แน่ใจ

“ซูเปอร์ลีก” จะเป็นคลื่นลูกสุดท้าย หรือกลับมาในรูปแบบอื่นในอนาคต ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะพอเดาออก.