
เข้าสู่ช่วงเทศกาลหยุดยาวทีไร โควิด-19 ก็กลับมาระบาดราวกับนัดกันไว้ และรอบนี้น่ากลัวกว่า 2 ระลอกที่ผ่านมาด้วย เนื่องจากเป็นไวรัสกลายพันธุ์ สายพันธุ์ B.1.1.7 จากอังกฤษ ที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนกันยายน 2563
ส่วนในไทยนั้นพบครั้งแรกจากกลุ่มผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครอบครัวชาวอังกฤษที่อยู่ในสถานที่กักกันตัวที่รัฐจัดให้ (Alternative State Quarantine) แต่การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นในย่านสถานบันเทิงจนกลายเป็นคลัสเตอร์ทองหล่อ และมีคนหลากหลายวงการติดเชื้อจำนวนมากนั้น ยังไม่แน่ชัดว่าต้นตอของการแพร่ระบาดมาจากที่ใด
สายพันธุ์อังกฤษน่ากลัวอย่างไร
โควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่พบในไทยขณะนี้ แพร่ระบาดไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศแล้ว ซึ่งความน่ากลัวของสายพันธุ์นี้อยู่ตรงที่ระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์ปกติถึง 1.7 เท่า ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลกก็กำลังเผชิญการระบาดจากสายพันธุ์นี้ด้วยเช่นกัน
โดยศ.นพ.ยง ภู่สุวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่านอกจากสายพันธุ์ B.1.1.7 จะแพร่กระจายได้เร็วมากแล้ว ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ แต่กลับมีปริมาณเชื้อไวรัสในลำคอค่อนข้างสูงมาก ดังนั้น หากไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษก็มีสิทธิ์แพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคาดว่าการระบาดในปีนี้จะมากกว่าปี 2563 ที่เกิดคลัสเตอร์ในสถานบันเทิงมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า
ทั้งนี้ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เคยกล่าวถึงไวรัสสายพันธุ์ B.1.1.7 ไว้ว่า ตำแหน่งที่กลายพันธุ์เป็นตำแหน่งพิเศษ อยู่บนผิวไวรัส ทำให้ไวรัสมีคุณสมบัติจับผิวเซลล์มนุษย์ได้ดีขึ้น และยังเป็นไวรัสมีประสิทธิภาพในการแบ่งตัวดีขึ้น ทำให้ไวรัสในโพรงจมูกจะมีมาก และติดเชื้อง่าย
อาการใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง
จากที่เราคุ้นเคยกันว่าอาการของโควิด-19 ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ อาการมีไข้ สูงเกิน 37.5 องศา ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่น
แต่สำหรับสายพันธ์ุอังกฤษนั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่าจากการสังเกตอาการผู้ติดเชื้อในระลอกหลังนี้ พบว่าผู้ป่วยไม่มีไข้ มีอาการตาแดง น้ำมูกไหล และบางรายมีผื่นขึ้น ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวขอให้รีบพบแพทย์ทันที

“วัยทำงาน” คือกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด!
จากการแพร่ระบาดในระลอก 3 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้ว่ากลุ่มคนวัยทำงานคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสูงที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่มีความแอคทีฟ มีพลังเยอะ จึงมีแรงไปท่องเที่ยวสถานบันเทิงหลายแห่ง ทำให้สามารถเกิดการแพร่เชื้อต่อเนื่องได้ และเมื่อกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดจึงอาจไปแพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัว
ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ คือ สถานบันเทิง เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีอากาศเย็น อากาศถ่ายเทน้อย คนแออัด และพฤติกรรมของคนที่เข้าไปใช้บริการมักจะไม่สวมหน้ากากอนามัย

หากใครไปยังพื้นที่เสี่ยง ควรจะกักกันตัวเองอย่างเคร่งครัดอย่างน้อย 14 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อในครอบครัวตนเอง โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ต้องมีการดูแลอย่างเต็มที่ด้วยการแยกสิ่งของ เครื่องใช้ สำรับอาหาร ให้พ้น 14 วันจากที่ไปพื้นที่เสี่ยงมา และปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด
ส่วนบุคคลทั่วไปให้ยึดมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด
- D (Distancing) เว้นระยะห่างกับคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตi
- M (Mask Wearing) สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการฟุ้งกระจายของละอองฝอย
- H (Hand Washing) หมั่นล้างมือบ่อยๆ ทั้งน้ำสบู่ และเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ
- T (Testing) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ
- T (Thai Cha Na) สแกนแอปพลิเคชันไทยชนะและหมอชนะทุกครั้งที่เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ






























