
เมื่อช่วงวันหยุดยาวมาถึงทั้งที หลายคนจึงวางแผนไว้เรียบร้อยว่าจะเดินทางกลับต่างจังหวัด หรือไปท่องเที่ยวชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาอีกในระลอกที่ 3 ทำให้ต้องระมัดระวังตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งวิธีที่จะลดความเสี่ยงได้ก็คือการขับรถส่วนตัวไปเอง แทนการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
แต่ถ้าคิดจะเดินทางไกลเป็นร้อย ๆ กิโล สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือการตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมสำหรับการใช้งานกันด้วย เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือรถเสียกลางทางจนเสียอารมณ์ ซึ่ง Tonkit360 มีเช็กลิสต์มาให้แล้วว่าควรตรวจดูอะไรเป็นพิเศษบ้าง
ยางรถยนต์
เมื่อรถต้องใช้ล้อในการเคลื่อนที่ ยางรถยนต์จึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ควรตรวจเช็กให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน เพราะอุบัติเหตุที่เกิดบนท้องถนนมีสาเหตุมาจากยางระเบิด ยางรั่ว ยางแตกด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรตรวจสภาพยางให้พร้อมใช้งานว่ามีการรั่ว ซึมหรือไม่ และควรเติมลมยางให้เหมาะสมกับสภาพของยางที่ใช้งานด้วย
หากพบว่ายางเสื่อมสภาพ แตกลายงา ดอกยางหายเกลี้ยง หรือมีความลึกน้อยกว่า 1.6 มม.ก็ไม่ควรเสี่ยงนำไปขับทางไกล แต่ให้รีบเปลี่ยนยางใหม่ทันที เพื่อเพิ่มการขับขี่ให้มั่นใจยิ่งขึ้น และลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิด
แบตเตอรี่
หลายคนมักละเลยการตรวจเช็กแบตเตอรี่ โดยเฉพาะผู้ขับขี่ที่ใช้แบตเตอรี่แบบแห้ง ซึ่งไม่ต้องเติมน้ำกลั่น หรือแบบกึ่งแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย ๆ ทำให้อาจลืมไปว่าถึงกำหนดที่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วหรือยัง
ปกติแล้ว แบตฯ แบบกึ่งแห้ง ควรตรวจเช็กเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือ 1 ปีว่าระดับน้ำกลั่นพร่องไปมากน้อยแค่ไหน ส่วนแบตฯ ที่ต้องเติมน้ำกลั่นควรตรวจเช็กเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1 ปีครึ่ง -2 ปี หรือประมาณ 50,000- 70,000 กม. แต่สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ขณะที่แบตฯ ชนิดแห้งซึ่งมีราคาแพงกว่านั้นต้องคอยสังเกตระดับประจุไฟที่เหลืออยู่ด้วยว่าได้เวลาเปลี่ยนแล้วหรือยัง ถ้าไม่อยากเสี่ยงรถดับกลางทางแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว!
น้ำมันเครื่อง
อย่าลืมตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องก่อนออกเดินทางด้วยว่ายังอยู่ในระดับ Max หรือไม่ และให้สังเกตด้วยว่าสีของน้ำมันเครื่องเป็นอย่างไร ข้นดำจนเกินไปหรือไม่ และถึงระยะที่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วหรือยัง
ปกติการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะอยู่ที่ระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเป็นการปกป้องเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้งานเป็นประจำก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อวิ่งไปได้ระยะทาง 10,000 กม. แม้ว่ายังวิ่งไม่ครบ 6 เดือนก็ตาม เพราะหากน้ำมันเครื่องมีความข้นหนืด ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง
ไฟส่องสว่าง
แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อเครื่องยนต์ แต่เรื่องไฟส่องสว่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะหากขับขี่ในช่วงกลางคืน และไฟหน้าหรือไฟหลังดับโดยไม่รู้ตัวก็อาจจะทำให้รถคันอื่นที่สัญจรไปมามองไม่เห็น หรือเข้าใจว่าเป็นรถจักรยานยนต์เนื่องจากเห็นไฟติดดวงเดียว จึงอาจเกิดการเฉี่ยวชนขึ้นได้
ดังนั้น ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็กด้วยว่าไฟภายในตัวรถ และนอกรถยังคงให้ความสว่างตามปกติ และใช้งานได้ทุกดวงหรือไม่ และควรเช็กระดับองศาของไฟหน้ารถไม่ให้สูงเกินไปด้วย เพราะจะไปรบดวนการมองเห็นของรถคันอื่นบนถนนได้
ระบบหล่อเย็น
ระบบหล่อเย็นคือระบบที่ช่วยในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างปลอดภัย เพราะฉะนั้นควรตรวจเช็กการทำงานของระบบหล่อเย็นอย่างสม่ำเสมอ
โดยให้ตรวจดูระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักขณะเครื่องยนต์เย็นลงแล้ว ซึ่งระดับน้ำหล่อเย็นควรอยู่ระหว่างขีดระดับเต็ม (FULL) และ ขีดระดับต่ำ (LOW) หากอยู่ต่ำกว่าขีด LOW ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นจนถึงขีด FULL และควรใช้น้ำยาหล่อเย็นชนิดเดียวกับที่เติมอยู่ก่อนด้วย






























