Be My Dream Family เมื่อเพื่อนบ้านจะเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัว

ภาพจาก KBS

ช่วงนี้วงการซีรีส์เกาหลียังคงเวียนวนอยู่กับความเครียด ปสด ชนิดที่ว่าต้องกำกระปุกยาพาราไว้ตลอด แต่เรื่องที่เบา ๆ ก็เริ่มมีมาให้คลายเครียดบ้างแล้วเหมือนกัน และใช่แล้ว กลับมาอีกครั้งกับซีรีส์แม่บ้าน ฟีลละครเย็นก่อนข่าวภาคค่ำบ้านเรา แต่มันเบาสมองและน่ารักดี หากเทียบกับซีรีส์อีกหลาย ๆ เรื่องช่วงนี้

Be My Dream Family เป็นซีรีส์ครอบครัวที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยว 2 ครอบครัว ส่วนอายุอานามของพวกเขาก็คือ เข้าสู่วัยชรากันแล้ว นั่นหมายความว่าลูก ๆ ของพวกเขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่งงาน มีหลานให้แล้ว แต่ผู้ที่เป็นพ่อแม่กำลังจะเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งทำให้ครอบครัวเดิมที่มีอยู่แล้วต้องมารวมกันเป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น

ครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวนั้นมีลูกชาย 3 คน คนโตตกงานแต่ก็เป็นพ่อบ้านที่ดี มีภรรยาเป็นหมอกายภาพบำบัด มีลูกแฝดชายหญิง ลูกสาวเรียนเก่ง กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยอันดับท็อปของประเทศ ส่วนลูกชายถึงจะมีปัญหาเรื่องเรียนนิดหน่อย แต่ผู้เป็นพี่สาวที่เกิดก่อน 1 นาที 30 วินาที ก็กำลังช่วยตบให้เข้าที่เข้าทาง คนกลางเป็นผู้กำกับที่โด่งดัง มีภรรยาที่เป็นอดีตดาราที่เหมือนจะดัง ส่วนลูกชายคนสุดท้องเป็นจิตรกร ยังไม่แต่งงาน และเพิ่งจะถูกแฟนทิ้ง

ภาพจาก KBS

ส่วนครอบครัวของแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูกสาว 2 คน หลานสาว 1 คน และน้องสะใภ้ของลูกสาวอีก 1 คน อย่างไรก็ดี ครอบครัวนี้เป็นเพื่อนบ้านของลูกชายคนโตบ้านนู้น!

ในวันที่พี่ชายคนโตเรียกน้องชาย 2 คนมาปรึกษาเรื่องที่พ่อน่าจะกำลังคบกับใครอยู่ ผู้เป็นพ่อก็โผล่เข้ามา พร้อมกับโยนระเบิดลูกเบ้อเริ่มใส่ลูกชายและลูกสะใภ้ ด้วยการ์ดแต่งงานแล้วประกาศว่าเขาจะแต่งงาน เขาไม่สนว่าลูกและลูกสะใภ้จะไปงานแต่งเขาหรือไม่ แต่เขาจะแต่งงาน!

ถ้าพ่อแม่คิดจะแต่งงานใหม่ในวัยชรา จะทำอย่างไร

พล็อตเรื่องหลักของซีรีส์เรื่องนี้คือการตั้งคำถามของคนในครอบครัว 2 ครอบครัว ที่พ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งอายุเข้าสู่วัยชราแล้วรักกันและกำลังจะแต่งงานกัน ลูก ๆ ในวัยผู้ใหญ่ อายุ 40+ ว่าจะทำอย่างไรกันดี ก้มหน้ายอมรับตามสภาพ หรือพยายามทุกวิถีทางที่จะขวางพวกเขา (จะไม่สำเร็จไหมไม่รู้ แต่ขอขวางไว้ก่อน)

กรณีนี้ ถ้าไม่เจอกับตัวเองจะไม่เข้าใจความรู้สึก ว่าการที่พ่อแม่คิดจะแต่งงานใหม่ (ในวัยแก่แล้วด้วย) มันมีความรู้สึกแปลก ๆ ในใจยังไง พ่อหม้ายแม่หม้ายที่อีกฝ่ายสิ้นลมไปก่อน เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวแม่เลี้ยงเดี่ยวมาจนลูกเติบใหญ่มีครอบครัว ความรู้สึกดีในใจลูกคือ ต่อให้พ่อหรือแม่จะตายไปแล้ว แต่พ่อหรือแม่ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังซื่อสัตย์กับคู่ชีวิตที่ล่วงลับแล้วเสมอมา ไม่รักใคร ไม่แต่งงานใหม่ ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี

ภาพจาก KBS

แต่พอเหตุการณ์ตรงกันข้าม ความขัดแย้งก็เริ่มตามมา เพราะความคิดที่ยึดติดอยู่กับคำว่าซื่อสัตย์ หรือความคิดที่นิยามเอาเองว่าถ้าเขาแต่งงานกัน จนเป็นพ่อเป็นแม่เราได้ เขาก็ต้องรักกันสิ กำลังรั้งให้เราขัดขวางความสุขของพ่อแม่อยู่หรือเปล่า อย่าลืมว่ารักได้ก็หน่ายได้ และยิ่งถ้าเป็นการเลิกราหรือมีคนหนึ่งจากไปก่อน พวกท่านก็มีสิทธิ์ที่จะอยากมีความสุขอีกครั้ง

ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ มีทางเลือกเดียวคือ ทำใจค่ะ! ยอมรับความจริง ปรับตัวให้ได้ คิดแค่ว่าพวกท่านก็อยากมีความสุขเหมือนคนทั่วไป ความรักไม่ได้จำกัดอายุว่าถ้าอยู่ในวัยชราแล้วจะรักใครไม่ได้แต่งงานไม่ได้ และคิดเสียว่าคู่ชีวิตใหม่นั้น จะเป็นคนที่ช่วยดูแลพ่อหรือแม่เราจนกว่าจะมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง ในยามที่เราไม่สามารถเข้ามาดูแลท่านได้

จึงสำคัญมากที่ 2 ครอบครัวจะได้เริ่มเรียนรู้จากกันและกัน และค่อย ๆ ได้รู้ว่าการรักครอบครัวมันคืออะไร เรื่องราวของ 2 ครอบครัวนี้จะไปจบที่ตรงไหน ต้องฝ่าฟันอะไรกันอีก อาจจะทำให้เราเห็นว่าความสุขที่ไม่เคยเห็นก็ได้

จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

ด้วยลูกชายคนกลาง (ของครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยว) เป็นผู้กำกับชื่อดัง มีหน้าที่การงานที่ดี งานที่เขากำกับมีเรตติ้งดีทุกเรื่อง ทำให้เข้าขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับฝีมือดี ทำให้บรรดาเพื่อนร่วมงานของเขาแอบอิจฉาเขาอยู่ลึก ๆ แล้วก็หวังว่าสักวันจะเห็นเขาอับอายเพราะความผิดพลาดบ้าง

ภาพจาก KBS

เคยเห็นในทวิตเตอร์เมื่อนานมาแล้ว พูดประมาณว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่สอนกันมาว่า จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย บอกเลยว่าเห็นด้วย แต่ไม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะสังคมไหนก็ตาม ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยแล้ว ความอิจฉาริษยา มันมีอยู่ในใจคนทุกคนนั่นแหละ อยู่ที่ว่าใครจะควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร การจะแอบหวังให้คนอื่นผิดพลาด หรือหัวเราะเยาะแบบสะใจในใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนอะนะ ไม่ชอบเห็นใครเด่นเกินหน้าเกินตาหรอก ยิ่งเด่นมากเท่าไร ความหมั่นไส้ก็ยิ่งมีมากเท่านั้น อารมณ์แบบถ้าจะเด่นก็เด่นได้ให้ตลอด อย่าพลาดให้เห็น เมื่อนั้นจะเหยียบซ้ำให้ดู ก็จงปล่อยให้ความอิจฉานั้นอยู่ในใจต่อไป อย่าให้มันหลุดออกมาเป็นการกระทำเพื่อความสนุกสนาน สะใจ ด้วยการทำร้ายคนอื่น ไม่นั้นตัวคุณเองอาจจะกลายเป็นปีศาจก็เป็นได้

ความวุ่นวายในครอบครัว

เรื่องบาดหมางในครอบครัว บางทีก็เกิดขึ้นมาเพราะเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นการพูดคุยสื่อสาร เคยสังเกตบางครอบครัวไหม ทั้งที่เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ชอบพูดจาแซะกัน ข่มกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง บ้านฉันรวยกว่า ลูกสาวฉันเก่งมาก จากนั้นก็นำไปสู่การทะเลาะกันแบบสงครามเย็น คำพูดจิกกัดหรือแซะเหล่านั้น เหมือนเข็มเล็ก ๆ ที่คอยทิ่มแล้วทิ่มเล่าซ้ำอยู่ที่เดิม ถึงแผลว่าที่เกิดจากเข็มจะเล็กมาก แต่ถ้าโดนบ่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นแผลอักเสบ และอาจรักษาไม่หาย

ปกติแล้ว เมื่ออาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เราต่างก็พยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันให้ได้ ไม่ว่าเราจะทะเลาะหรือทำตัวร้ายใส่กันแค่ไหนก็ตาม ขณะเดียวกัน ตัวเราก็เริ่มโตขึ้นทุกวัน ทุกคนก็เริ่มที่จะแยกย้ายไปตามทาง และมัวแต่จัดการอยู่กับเรื่องของตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้คนในครอบครัวเหงา หรือกลายเป็นคนแปลกหน้าไป พอมาเจอกัน ความกระอักกระอ่วนก็ปกคลุมบรรยากาศไปหมด จนทำให้การทะเลาะกันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่ถามว่าการอยู่แบบแซะกันไปกัดกันแบบนี้มาอยู่ร่วมกันได้ไหม ก็ได้อยู่นะ เพียงแต่น่าจะปวดประสาทบ่อย ๆ เหมือนต้องเล่นสงครามประสาทที่บ้านหรือเวลาที่ต้องพบกันอยู่ตลอดเวลา จำไว้ว่าไม่มีการทำร้ายไหนที่เจ็บปวดเท่ากับการถูกคนใกล้ตัวทำร้าย ยิ่งคนใกล้ตัวนั้นคือคนที่เรารียกว่า “ครอบครัว”

Be My Dream Family แม้จะเป็นซีรีส์ของครอบครัวที่วุ่นวาย เริ่มมาจากเหตุแอนตี้การแต่งงานใหม่ (กับเพื่อนบ้าน) ของพ่อแม่ในวัยชรา แต่ถ้าดูอย่างตั้งใจ จะเห็นว่าเป็นซีรีส์ครอบครัวที่อบอุ่นไม่น้อย เราจะเห็นความพยายามในการปรับตัว การพยายามที่จะเข้าใจ พยายามที่จะเรียนรู้ และยอมรับความจริงให้ได้ เพราะในท้ายที่สุด หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ร่วมกันมา น่าจะทำให้ 2 ครอบครัวนี้จะรวมกันเป็นหนึ่งได้ และอยู่ร่วมเป็นครอบครัวด้วยความรักและสามัคคี 👨‍👩‍👧‍👦