Home Inspiration My Dear มีเดีย เมื่อโทรทัศน์ไม่ใช่จอแรกของผู้ชมอีกต่อไป

เมื่อโทรทัศน์ไม่ใช่จอแรกของผู้ชมอีกต่อไป

สัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานจากนีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทชื่อดังในการทำผลวิจัยและสำรวจในเชิงธุรกิจ ซึ่งในแวดวงคนทำงานสื่อนั้น ผลสำรวจของนีลเส็น รวมไปถึงการจัดอันดับความนิยม มีผลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อนีลเส็นปล่อยรายงานที่เปิดเผยมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 จึงนับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงปลายการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสอง และกำลังจะสิ้นสุดไตรมาสแรกเข้าสู่ไตรมาสสอง ที่ผู้คนกำลังเฝ้ารอเทศกาลสงกรานต์ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ ที่รอจะปล่อยแคมเปญในช่วงเมษายน

โดยรายงานของนีลเส็นนั้น ระบุว่าเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2564 ต่ำกว่าปีเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ 10 เปอร์เซ็นต์​ โดยยอดของเงินโฆษณาที่อยู่ในสื่ออย่างโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อนอกบ้าน (Out of Home) มีตัวเลขลดลง ส่วนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้น ยังมีตัวเลขเท่ากับปี 2563

จะว่าไป ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้น่าแปลกใจอะไร เพราะหน้าจอแรกของผู้คนในปัจจุบันไม่ใช่โทรทัศน์อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ดังนั้น การพิจารณาที่จะลงเม็ดเงินโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์​ก็เริ่มเปลี่ยนไป และจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้สื่อออนไลน์ ขณะที่โฆษณาโทรทัศน์ในปัจจุบันไม่ได้มีแต่เพียงช่วงโฆษณาหลักแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่ถูกแบ่งซอยอยู่ในรายการ ในละคร ได้เกือบทุกช่วง ที่สำคัญคงเป็นการต่อสู้ของราคา (ผู้เขียนได้ยินมาว่ามีบางเจ้ายอมลดราคาโฆษณามาอยู่ในหลักพันเสียด้วยซ้ำ)

เมื่อวงการโทรทัศน์ต้องดิ้นเฮือกสุดท้ายเพื่อให้อยู่รอด จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นดารา พิธีกร หรือแม้แต่เซเลบริตี้ กลายเป็นนักขายมือดีให้กับหลายผลิตภัณฑ์ เหนืออื่นใดชื่อเสียงของเหล่าคนดังได้ทำให้สินค้านั้นมีความน่าเชื่อถือ และน่าใช้เพราะวิธีการของโฆษณาแฝงที่อยู่ตามรายการเล่าข่าวหรือรายการสัมภาษณ์ทั้งหลายนั้น ได้ทำให้คนดูเข้าใจว่าพิธีกรและคนดังได้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นจริ

ลักษณะของเม็ดเงินโฆษณาในโทรทัศน์ น่าจะคงตัวเลขในระดับนี้ไปก่อน ก่อนที่จะมีการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น และตัวเลขของผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงเหลือเพียงตัวเลขเดียว หรือไม่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศเลย ขณะเดียวกันบรรดาสถานีโทรทัศน์ทั้งหลาย คงต้องหันกลับมาพิจารณาการสร้างคอนเทนต์ของตนเองที่ต้องสู่กับสื่อออนไลน์ ที่มีแอปพลิเคชันใหม่เกิดขึ้นมาเรียกความสนใจจากหน้าจอได้ทุกไตรมาส เพราะขนาดในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 การรับชมโทรทัศน์ยังไม่ใช่ทางเลือกของคนในยุคนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า แอปพลิเคชันอย่าง TikTok สื่อในโลกออนไลน์กลับมาเรียกความสนใจของผู้คนและแจ้งเกิดเป็นที่เรียบร้อย

จากที่โทรทัศน์เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสื่อร้อน ถึงเวลานี้ มีสื่ออื่นที่ร้อนกว่าและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ภาพสะท้อนเรื่องนี้ มีฉากในชีวิตจริงที่ผู้เขียนเจอมาเอง ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งเมื่อเด็กชายวัยไม่เกิน 7 ขวบเล่าให้พ่อฟังถึงข่าวสมาร์ทโฟนยี่ห้อหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน มีดีไซน์ส่วนเว้าส่วนโค้งที่คมจนบาดมือผู้ใช้ เด็กน้อยรายนั้นบอกถึงการรับรู้ข่าวนี้ของเขากับพ่อด้วยเสียงอันดังจนผู้เขียนได้ยิน ว่า “หนูดูข่าวใน TikTok มา” ประโยคสั้น ๆ ที่ย้ำได้อย่างชัดเจนว่า โทรทัศน์ไม่ใช่จอแรกของผู้คนอีกต่อไป

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ