ถ้าคิดเผาสะพาน ต้องรู้ว่าไม่มีทางให้กลับไปแล้ว

รอบสัปดาห์ที่แล้ว การให้สัมภาษณ์ของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ กับเจ้าแม่ทอล์กโชว์ โอปราห์ วินฟรี่ย์ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก ซึ่งในเนื้อหานั้น ทางเราขอให้คุณผู้อ่านลองไปหาอ่านหรือฟังบทสัมภาษณ์แล้วใช้วิจารณญาณของตนเอง พิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ได้จากข่าวนี้คือ สำนวนอย่าง “burning a bridge” จากการโปรยข่าวของเว็บไซต์สำนักข่าว The Economist ที่เขียนถึงการให้สัมภาษณ์ของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ว่า “The Interview represent a burning of bridge…there will be no going back” (การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของทั้งดยุกและดัชเชส คือการตัดสายสัมพันธ์กับทางราชวงศ์ และนั่นหมายความว่าพวกเขาไม่มีโอกาสกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อี

พอเห็นสำนวน “a burning of bridge” จากในข่าวแล้วก็ให้นึกถึงที่มาของสำนวน และโควทคำพูดเกี่ยวกับการเผาสะพานในสำนวนนี้ สำหรับ a burning of bridge เป็นสำนวนที่มีจุดเริ่มต้นมาจากปฏิบัติการทางทหาร เมื่อมีการเคลื่อนกำลังพลเพื่อหนีจากศัตรูหรือไม่ให้ศัตรูตามได้ พวกเขาจะเผาทุกสะพานที่ข้ามเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามตามได้ทัน เมื่อสำนวนนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็หมายถึงการตัดสัมพันธ์จากคนที่เคยรู้จักหรือเคยผูกพันกัน และถ้าได้ลองเผาสะพานกันแล้ว ก็หมายความว่าจะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

และจากสำนวนดังกล่าวก็กลายมาเป็นโควท ที่ถูกนำไปใช้เป็นบทพูดในภาพยนตร์เรื่อง The International เมื่อพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นตำรวจสากล (Interpol) พูดกับนางเอกซึ่งในเรื่องคือคู่หูที่เป็นตำรวจสากลเช่นกันว่า “Sometime the hardest thing in life is to know which bridge to cross which bridge to burn…I’m the one you burn” (บางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดในการใช้ชีวิต คือการที่เรารู้ว่าความสัมพันธ์แบบไหนควรจะไปต่อ และความสัมพันธ์แบบไหนควรจะเผามันทิ้งซะ…และผมอยู่ในประเภทที่ควรถูกเผาทิ้ง)

โควทและสำนวน “burning a bridge” นับว่าเป็นสำนวนที่ใช้ได้ในเกือบทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คุณต้องตัดสินใจเพื่อก้าวไปข้างหน้า หรือแม้แต่คิดจะตัดความสัมพันธ์กับใคร ต้องรู้แล้วว่าโอกาสที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมนั้นแทบไม่มี เพราะถ้าได้ลองเผาสะพานไปแล้ว ความรู้สึกทั้งดีและร้ายในอดีตก็จะมอดไหม้ไปพร้อมกับสะพานเช่นกัน

ที่เขียนถึงสำนวนนี้ เพราะส่วนหนึ่งเห็นว่าผู้คนในยุคปัจจุบัน ลุกขึ้นมา “เผาสะพาน” กันง่ายเกินไป และไม่ได้คำนึงว่าวันหนึ่งในอนาคต สะพานที่คุณเผาไปแล้วนั้น อาจเป็นเส้นทางเดียวที่คุณจะสามารถเดินกลับไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้ ดังนั้นเมื่อคิดจะเผาสะพาน ก็ต้องรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีแต่เดินหน้าต่อไปเท่านั้น ถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

ผู้เขียนเองเมื่อยังเยาว์ ยังเขลาคิดอยากเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม และเกือบจะเผาสะพานไปหลายครั้ง แต่ยังโชคดีที่ยังมีคนที่คอยห้ามปรามเอาไว้ ทำให้ยังไม่ได้ลงมือเผา พอโตขึ้น อายุมากขึ้น เห็นโลกมาอย่างน้อยสี่ทศวรรษ ก็ได้รู้ว่าสะพานที่คอยเชื่อมโยงกับผู้คนที่เราเคยมีความสัมพันธ์ด้วยนั้นสำคัญมาก เพราะมันเปิดเส้นทางในการเดินทางของชีวิตได้มากขึ้น มีโอกาสมากกว่าคนอื่น เหนืออื่นใด สังคมที่แสนจะแคบในการทำงานของคนไทยนั้น เชื่อมต่อถึงกันได้หมดไม่ว่าจะในวงการไหน โลกไม่ได้กลม แต่สังคมเราต่างห่างที่ไม่ได้กว้างอย่างที่คิด

ยิ่งในยุคสมัยที่การสื่อสารทำให้โลกแคบลง ต่อให้คุณเป็นคนสามัญ ไม่ได้เปิดเฟซ เปิดอินสตาแกรมเป็นสาธารณะ แต่เชื่อไหมว่าเรื่องราวของคุณถูกค้นเจอได้หมด ดังนั้นเมื่อคิดจะโพสต์ จะพูดในไลฟ์ หรือจะแท็กรูปไปหาใคร ต้องรู้นะว่า สิ่งที่ทำลงไปจะไม่ไปสร้างความเสียหายให้ใคร เพราะมิเช่นนั้นแล้ว คุณอาจเป็นสะพานที่ถูกเผาไปจากความทรงจำของใครบางคนก็ได้

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ