นอกจากการใช้ความรุนแรง เราได้อะไรจาก #จีซู

ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวใหญ่โตสะเทือนไปทั่วแผ่นดินเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกับบรรดาคนดังในวงการกีฬาและวงการบันเทิง มีนับสิบรายที่ถูก (อ้างว่าเป็น) เพื่อนสมัยเรียน ออกมาแฉพฤติกรรมในวัยเรียน เช่น พฤติกรรมการใช้ความรุนแรง พฤติกรรมบูลลี่ และพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ

ชนวนเหตุแห่งการแฉนี้ เริ่มต้นมาจากนักวอลเลย์บอลหญิงฝาแฝดทีมชาติเกาหลีใต้ ถูกเพื่อนร่วมทีมสมัยเรียนออกมาแฉพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงและบูลลี่ สมัยก่อนที่จะเข้าทีมชาติ หลังจากมีข่าวนี้ไม่นาน ทั้งคู่เขียนจดหมายด้วยลายมือยอมรับพฤติกรรมที่เคยทำในอดีตและขอโทษเหยื่อ นั่นเท่ากับว่าทุกเรื่องที่เหยื่อออกมาแฉ เป็นเรื่องจริง!

จากนั้นราว ๆ 2-3 วันบรรดาศิลปิน ดารา ไอดอลฝั่งเกาหลีใต้นับสิบรายก็ถูกเหยื่อ (ทั้งจริงและปลอม) ออกมาแฉพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง การบูลลี่ และพฤติกรรมไม่เหมาะสมในสมัยเรียน ถึงอย่างนั้น ข่าวลือกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเพื่อใส่ร้าย ทำให้บุคคลในข่าวได้รับผลกระทบหนัก ทั้งถูกพักงาน บ้างก็ถูกถอดออกจากงาน แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะมีคนไม่น้อยที่ไม่เชื่อ คิดว่าคนกลุ่มนี้ใช้เงินแก้ปัญหา หรือไม่ก็กฎหมายเข้าข้างคนมีชื่อเสียง จนท้ายที่สุดก็ไม่รู้ว่าใครบูลลี่ใครกันแน่ และใครที่เป็นเหยื่อ

ศิลปิน ดารา ไอดอลที่เจอข่าวลือลักษณะนี้ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงขาขึ้นและกำลังโด่งดัง เช่น

  • โจบยองกยู ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ต้นสังกัดออกมาปฏิเสธ และกำลังดำเนินการตามกฎหมาย
  • มินกยู Seventeen ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ต้นสังกัดออกมาปฏิเสธ และกำลังดำเนินการตามกฎหมาย
  • พัคฮเยซู นักแสดงนำซีรีส์ Dear. M ข่าวลือทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ถูกเลื่อนฉายออกไปไม่มีกำหนด มีข่าวว่าเธอไม่เคยบูลลี่ใคร และอาจเป็นตัวเธอเองด้วยซ้ำที่ถูกบูลลี่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตรวจสอบ เพราะดูเหมือนเรื่องจะยังไม่จบ
  • ซูจิน (G)I-DLE ถูกกล่าวหาว่ารังแกเพื่อนร่วมชั้น ขโมยของ และสูบบุหรี่ เจ้าตัวออกมายอมรับเรื่องสูบบุหรี่ แต่ปฏิเสธพฤติกรรมรุนแรง ณ ขณะนี้ถูกพักงานชั่วคราว และบริษัทกำลังดำเนินการตามกฎหมาย
  • ฮยอนจิน Stray Kids ถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งและรังแกเพื่อนด้วยถ้อยคำแย่ ๆ ในกรุ๊ปแชต ซึ่งแท้จริงเป็นเพียงการทะเลาะและด่าทอกันระหว่างคน 2 คนที่มีเรื่องกัน ฮยอนจินออกมาขอโทษคู่กรณี แต่ทางต้นสังกัดก็สั่งพักงานชั่วคราว

แต่คนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงมาก ๆ ในเวลานี้ที่มีคนไทยจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ คือกรณีของ “คิมจีซู” ที่มีแฮชแท็ก #จีซู ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ในไทย เจ้าตัวถูกกล่าวหาว่าเคยใช้ความรุนแรงในสมัยเรียน และมีประเด็นรุนแรงที่เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศอีกด้วย นั่นทำให้เจ้าตัวโดนโจมตีอย่างหนักและรุนแรงมาก ในเวลาต่อมา จีซูถูกถอดออกจากบทพระเอกซีรีส์เรื่อง River Where the Moon Rises ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมายอมรับข้อกล่าวหาทางจดหมายขอโทษเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว

“คิมจีซู” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากซีรีส์เรื่อง Moon Lovers : Scarlet Heart Ryeo ในบทขององค์ชาย 14 ที่ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในการเดินเรื่องในช่วงท้าย และก้าวขึ้นมารับบทพระเอกในเรื่อง River Where the Moon Rises เป็นเรื่องแรก

จากข่าวนี้ จีซูถูกโจมตีอย่างรุนแรงเพราะจดหมายขอโทษของเขาที่ยอมรับผิด  แต่ต่อมา บริษัทต้นสังกัดสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียดที่สุด พบข้อเท็จจริงว่าเรื่องการใช้ความรุนแรงเจ้าตัวกระทำจริง แต่เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศนั้นไม่เป็นความจริง เหยื่อปลอมกุข่าวขึ้นมา และเหยื่อปลอมก็ยอมรับแล้วว่ากุข่าวขึ้น

ถึงอย่างนั้นมีหลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดเหยื่อถึงเลือกมาแฉบรรดาศิลปิน ดารา ไอดอลรัว ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งที่ทั้งหมดนั้นก็มีผลงานในวงการมานานแล้ว ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเหยื่อเพิ่งฟื้นตัวจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพิ่งรวบรวมความกล้า รวมถึงการมีประเด็นจาก 2 นักวอลเลย์บอลทีมชาติที่เป็นข่าวใหญ่ ทำให้ประเด็นการใช้ความรุนแรงถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง นั่นหมายความว่าคำพูดของเหยื่อจะได้รับความสนใจเช่นกัน ซึ่งถ้าหากพูดก่อนหน้านี้ อาจจะไม่มีใครเชื่อ จนกลายเป็นเรื่องที่เงียบหายไป

จากข่าว #จีซู ที่ขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ทวิตเตอร์ในประเทศไทย ผู้เขียนมองเห็นประเด็นบางอย่างที่แฝงอยู่ ดังนี้

การสื่อสารทางเดียวเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย อย่ารีบ ให้คิดก่อน

น้ำมันราดกองไฟไม่ใช่สิ่งใดอื่น แต่เป็นจดหมายยอมรับผิดของเจ้าตัวเอง เพราะเจ้าตัวเขียนจดหมายด้วยลายมือยอมรับความผิดและขอโทษเหยื่อ โดยโพสต์ลง IG ส่วนตัว ซึ่งเจ้าตัวอาจจะรีบร้อนเกินไป (เกรงจะมีผลกระทบต่องาน) อาจไม่ได้อ่านต้นเรื่องให้ดีว่าตนถูกกล่าวหาอะไรบ้าง ซึ่งมีเรื่องที่รุนแรงมาอยู่ด้วย หรืออาจไม่ได้ปรึกษาต้นสังกัดก่อน ความผิดในใจก็คิดว่ามีแค่เรื่องเดียว ทำให้การเขียนจดหมายสารภาพผิดนั้นไม่ได้ชี้แจงว่าประเด็นไหนทำจริงประเด็นไหนไม่ได้ทำ จึงถูกเหมาว่ายอมรับผิดในทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหา คนจึงรุมโจมตีอย่างรุนแรง

เป็นกลาง ฟังหูไว้หูก่อน ผิดจริงจะด่าทีหลังก็ไม่สาย

ใครคือคนร้ายก็อยู่ที่ใครเป็นคนเล่า ปกติข่าวด้านลบของคนดังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อมีเหยื่อจะมีคนอยู่ข้างเหยื่อ พร้อมโจมตีและเหยียบซ้ำ ในขณะที่อาจลืมไปว่ามีอยู่หลายกรณีที่เป็นเหยื่อปลอมกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายเพื่อหวังให้หมดอนาคต ไม่มีที่ยืนในสังคม ตามกฎหมายถ้าไม่มีหลักฐานยังต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาไม่มีความผิดเลย แต่กฎหมู่ตราหน้าว่าเขาผิดเต็มประตูไปก่อนแล้ว ฉะนั้น เมื่อได้ข่าวมา ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจนกว่าจะมีหลักฐานยืนยัน อย่าเพิ่งรุมด่า ถ้าผิดจริง จะด่าทีหลังก็ยังไม่สาย

คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ

มีคนรัก ก็มีคนเกลียด มีคนหวังดี ก็มีคนประสงค์ค์ร้าย (คนเกลียดอาจจะมากกว่าเสียด้วย) ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจไม่เคยไปทำอะไรเขาเลยก็ได้ แค่อิจฉา หมั่นไส้ ไม่ถูกชะตา เขาก็รอเหยียบซ้ำเสมอ และยิ่งบินสูงเท่าไร เวลาตกลงมาก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น เพราะแบบนี้ เวลาจะทำอะไรจึงต้องระวังตัวให้ดี เราอาจถูกเล่นงานได้เสมอ นั่นแหละที่ทำให้มีเหยื่อปลอมมากมายออกมาโจมตี ทั้งที่นักแสดงหนุ่มไม่ได้ทำ

เราหนีอดีตไม่พ้น

ประเด็นนี้อาจโยงเข้าสู่หลักศาสนา กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง ต่อให้พยายามปกปิดแค่ไหน แต่สักวันเรื่องก็อาจแดงขึ้นมาได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็หนีไม่พ้น หรืออย่างน้อยที่สุดต่อให้คนอื่นไม่รู้ ใจเราก็ยังรู้อยู่ดี เท่ากับว่าอดีตก็ยังถูกฝังอยู่ใต้จิตสำนึกของตัวเราเองไปตลอดชีวิต

คิดให้มากก่อนที่จะทำ อย่าให้อดีตกลับมาทำร้ายตัวเอง

อดีตก็คืออดีต ผ่านแล้วผ่านเลยแก้ไขไม่ได้ ลบทิ้งก็ไม่ได้ ฉะนั้น เราไม่อาจหนีสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ได้ และสักวันมันจะหวนกลับมาทำร้ายตัวเอง ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรคิดให้ดี อย่าให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง คิดด้วยว่าอนาคตจะเดือดร้อนไหม หรือต่อให้ไม่มีใครแฉ ตัวเราก็ใช้จะชีวิตอยู่แบบคนมีตราบาปและต้องเสียใจกับการกระทำของตัวเอง