Home Work & Living Living คลินิกแก้หนี้ อีกโครงการบำบัดผู้ป่วยโรคติดหนี้เรื้อรัง

คลินิกแก้หนี้ อีกโครงการบำบัดผู้ป่วยโรคติดหนี้เรื้อรัง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวดีสำหรับลูกหนี้ทั้งหลาย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย กรมบังคับคดี และสถาบันทางการเงิน 22 แห่ง ร่วมกันจัดโครงการ “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์เพื่อเข้าร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวมียอดบัญชีลงทะเบียนแล้วกว่า 40,000 บัญชี จะเห็นว่าโครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน เมื่อเห็นตัวเลขของการลงทะเบียนเป็นความน่ากังวลอย่างหนึ่ง เพียง 1 วัน ยอดบัญชีลงทะเบียนยังเหยียบหลักหมื่น กว่าจะปิดลงทะเบียนในวันที่ 14 เม.ย. 2564 ตัวเลขจะพุ่งสูงขนาดไหน

จากจำนวนบัญชีที่ลงทะเบียนแล้วนี้ สะท้อนให้เห็นว่าไลฟ์สไตล์รสนิยมนิยมความหรูหรา ความอยากได้อยากมีเกินตัว  แล้วตัดสินใจนำเงินในอนาคตมาใช้นี่เองที่เป็นต้นเหตุแห่งหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต อันที่จริง ถ้ามีวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนให้ดี และใช้อย่างประมาณตัว ก็อาจจะไม่เกิดภาวะหนี้สินเรื้อรังเช่นนี้ และเมื่อผนวกรวมกับวิกฤติ COVID-19 ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของบรรดาลูกหนี้ลดลง ซึ่งเสี่ยงล้มละลาย

คลินิกแก้หนี้ อีกโครงการบำบัดผู้ป่วยโรคติดหนี้เรื้อรัง

นอกจากมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลข้างต้นแล้ว ยังมี “คลินิกแก้หนี้” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้กับเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งเป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ให้บรรดาลูกหนี้เหล่านี้ได้มีโอกาสแก้ปัญหาหนี้ โดยดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมเรียนรู้การวางแผนและสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้แก่ลูกหนี้และประชาชนที่สนใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

ในปี 2563 ที่ผ่านมา โครงการคลินิกแก้หนี้ ดำเนินการเข้าสู่ระยะที่ 3 ได้ขยายขอบเขตให้สามารถแก้ไขหนี้บัตรที่มีเจ้าหนี้รายเดียว และหนี้บัตรที่อยู่ในกระบวนการของศาลและมีคำพิพากษาแล้ว รวมทั้งปรับปรุงคุณสมบัติผู้เข้าโครงการ จากเดิมต้องมีหนี้บัตรที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2562 มาเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2563 และปรับเงื่อนไขจากเป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2563 มาเป็นวันที่ 1 ก.ค. 2563

แต่ปัจจุบันโครงการคลินิกแก้หนี้ ได้ปรับปรุงคุณสมบัติผู้เข้าโครงการจากเดิมต้องมีหนี้บัตรที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก่อนวันที่ 1 ก.ค. 2563 มาเป็นวันที่ 1 ก.พ. 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

  1. เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี
  2. เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ
  3. เป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อน 1 ก.พ. 64 ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ม.ค. 64 และต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป
  4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

ขั้นตอนที่ 2 : กรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม

ขั้นตอนที่ 3 : เตรียมเอกสารประกอบการเข้าร่วมโครงการ ดังนี้

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้สมัคร
  • เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร โดยลูกค้าสามารถขอข้อมูลเครดิตบูโรได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร, เคาน์เตอร์ธนาคาร, ATM, Mobile App, ที่ทำการไปรษณีย์ไทย และ Internet Banking
  • พนักงานประจำ ใช้สลิปเงินเดือน 3 เดือน
  • อาชีพอิสระ ใช้รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน และเอกสารการแสดงการเสียภาษีเงินได้ 50 ทวิ (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่ 4 : เมื่อได้รับการยืนยันจากสถาบันให้เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่จะติดต่อนัดหมายให้เข้าไปลงนามทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

แผนบำบัดผู้ป่วยโรคติดหนี้เรื้อรัง

คลินิกแก้หนี้เป็นโครงการที่ช่วยลูกหนี้ปลดหนี้จากหนี้เสียประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ของสถาบันการเงินทั้งธนาคารและไม่ใช่ธนาคาร ประโยชน์ที่ได้คือ ไม่ถูกทวงถามหนี้จากเจ้าหนี้หลายราย ช่วยแก้หนี้หลายรายจบในที่เดียว ทำสัญญาแก้หนี้ฉบับเดียว โดยจ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 4-7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระยะเวลาการผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี ที่สำคัญคือ ไม่ก่อหนี้เพิ่มและไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ

มียาแรง 2 สูตร สำหรับรักษาอาการติดหนี้

  • ยาสูตร 1 สำหรับผู้ที่มีอาการ จ่ายไม่ไหว สามารถเลื่อนกำหนดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ที่ชำระไม่ไหว โดยจะไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติ ให้ถึง มิ.ย. 2564 ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ได้แล้ว
  • ยาสูตร 2 สำหรับผู้ที่ยังไหว จ่ายเท่าที่ไหวและจ่ายต่อเนื่อง ลดดอกเบี้ยลง 1-2 เปอร์เซ็นต์ จ่ายมากลดมาก (จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปลดให้ 2 เปอร์เซ็นต์ ถ้ายังไม่ไหว แต่จ่ายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ จะลดให้ 1 เปอร์เซ็นต์) สำหรับผู้ที่สามารถผ่อนชำระได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการคลินิกแก้หนี้นี้ ถือเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในสถานะลูกหนี้ ด้วยการเป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายราย เพื่อดำเนินการให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกรายได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน แต่โรคหนี้จะรักษาไม่หาย ถ้าประชาชนขาดวินัยและขาดความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล เพราะสาเหตุที่สำคัญของการก่อหนี้และการมีปัญหาชำระหนี้ ล้วนเกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เกินฐานะ หรือขาดการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม

ข้อมูลจาก คลินิกแก้หนี้