อย่าปล่อยให้ “ใจแก่” เพื่อชีวิตที่ยืนยาว

ไม่ว่าใครต่างก็หนี “ความแก่” ไปไม่พ้นกันทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราไม่ยอมปล่อยใจให้แก่ไปตามสังขาร ยังรู้สึก “Young at Heart” อยู่ตลอดเวลา อาจช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้!

แม้ไม่อาจฟันธงได้แบบตรง ๆ ว่าความรู้สึกที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่นั้น จะช่วยให้มีอายุยืนได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ แต่จากผลการศึกษาผู้สูงวัย (ชาย-หญิง) ที่มีอายุเฉลี่ย 65 ปี จำนวน 6,500 คน เมื่อปี 2014 นักวิจัยพบว่ามีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างอายุที่ผู้สูงวัยมองตนเอง กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยหลังจากมีการติดตามผลในอีก 8 ปีถัดมา ปรากฏว่ามีถึง 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่รู้สึกว่าตนเองอ่อนกว่าวัยที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่รู้สึกว่าตนเองแก่กว่าวัยกลับพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหัวใจ

ดร.Ronald D. Siegel ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของ Harvard Medicine School เผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อเรามองว่าตัวเองแก่ ก็มีแนวโน้มที่จะละเลยการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก และปล่อยปละละเลยเรื่องอาหารการกิน เพราะคิดว่าไหน ๆ อายุก็คงไม่ยืนยาวอยู่แล้ว ก็ควรจะได้กินในสิ่งที่อยากจะกิน ต่างจากคนที่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนกว่าวัย ที่จะมีแนวโน้มดูแลตนเองทั้งเรื่องการออกกำลังกาย และการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะคำนึงถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีในวันข้างหน้านั่นเอง

ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นในปี 2018 พบว่าผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตนเองอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง จะมีสัญญาณความชราของสมองที่น้อยลงเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ จากการเข้าเครื่อง MRI เพื่อสแกนสมอง และเมื่อทดสอบเรื่องความจำก็พบว่ามีแนวโน้มทำคะแนนได้สูงกว่า รวมถึงมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าที่น้อยลงด้วย

เมื่อความรู้สึกเรื่อง “อ่อนกว่าวัย” หรือ “แก่กว่าวัย” ส่งผลต่อสุขภาพของเราได้ การปรับ Mindset ให้ใจไม่แก่ไปตามวัยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่ง ดร.Ronald D. Siegel แนะนำเคล็ดลับที่จะทำให้ใจของเรายังคงความหนุ่มสาวไว้ 3 อย่างด้วยกัน

ถ้าใครอยากมีความรู้สึก Young at Heart ให้ลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่มีความท้าทาย และได้พัฒนาทักษะของตนเอง โดยให้พยายามฝึกสมองด้วยการใช้ทักษะเกี่ยวกับการคิดต่าง ๆ เช่น เรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ เรียนการทำอาหารที่ไม่เคยทำ เรียนเต้นรำ ฟังเพลงแนวใหม่ ๆ ที่ไม่เคยฟัง หรือติดตามข่าวสารให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เรายังคงมีความกระฉับกระเฉงไม่เหี่ยวเฉาไปตามวัย

นอกจากฝึกสมองแล้ว การดึงสติให้อยู่กับปัจจุบันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน บางคนอาจจะเลือกการนั่งสมาธิ  ขณะที่บางคนเลือกที่จะเล่นโยคะ อยู่กับลมหายใจของตนเอง ซึ่งไม่ว่าจะเลือกฝึกด้วยวิธีใดก็ช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบันได้เหมือนกัน และถ้าสามารถทำได้ก็จะทำให้จิตใจของเราอยู่กับช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ไม่วอกแวกไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้เสียใจในอดีต หรือไปฟุ้งกับเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น

ส่วนเคล็ดลับข้อสุดท้ายที่ ดร.Ronald D. Siegel แนะนำ คือการทำให้ตนเองได้รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ด้วยการทำสิ่งใดก็ตามที่ชื่นชอบ ทำแล้วมีความสุขและเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ เต้นรำ ดูหนัง หรือเป็นอาสาสมัครในชุมชน ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ดีต่อใจ และทำให้เราไม่จมจ่อมกับความคิดลบ ๆ ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเอง

วิธีการเหล่านี้เมื่อทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง ก็จะช่วยให้หัวใจของเราไม่แก่ไปตามวัย และมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น แม้ว่าอายุจะมากขึ้นทุกวันก็ตาม