Home Work & Living Work แบบประเมิน “บุคลิกภาพ” ใช้ตัดสิน “ทักษะการทำงาน” ไม่ได้!

แบบประเมิน “บุคลิกภาพ” ใช้ตัดสิน “ทักษะการทำงาน” ไม่ได้!

หลายคนน่าจะเคยได้ลองเล่นสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า “แบบทดสอบทางบุคลิกภาพ” กันมาบ้าง คนวัยเริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่จะเคยเล่นแบบทดสอบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนในวิชาแนะแนว ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนนั้นคือ เราเป็นคนประเภทไหน และนิสัยนี้เหมาะกับการเรียนแผนการเรียนหรือคณะอะไร

มันคือสิ่งที่เราเล่นกันในคาบแนะแนว ณ เวลานั้น ครูผู้สอนแนะแนวใช้สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดและประเมินว่าตัวเรามีอุปนิสัยในลักษณะไหน นิสัยแบบนี้ “เหมาะ” กับการเลือกเรียนแผนการเรียนหรือคณะอะไร เรียกง่าย ๆ ก็คือ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนรู้จักตัวเองให้มากขึ้น และลองประเมินว่าตนเองมีแนวโน้มเหมาะที่จะทำงานในสายงานไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กนักเรียนจะต้องเลือกเดินตามสายงานที่อ่านผลลัพธ์ได้

ทำให้ปัจจุบัน เครื่องมือชิ้นนี้ถูกนำมาปรับใช้ในการ “คัดกรอง” และ “ตัดสิน” คนเข้าทำงานด้วย คำถามคือ หากใช้เครื่องมือนี้ในการคัดกรองและตัดสิน คนที่ถูกปัดตกไปเขาทำผิดอะไร ถึงไม่มีโอกาสได้ไปต่อ หรือเพียงแค่เขามีอุปนิสัยไปในทางที่ทางองค์กรไม่ต้องการ หรือไม่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไม่คิดจะดูที่ความสามารถเขาจริง ๆ เหรอ?

MBTI

MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในการชี้วัดลักษณะนิสัยของคน ว่าคนที่ทำแบบประเมินนี้มีลักษณะนิสัยไปในทิศทางไหน โดยเราอาจเรียกมันติดปากว่า “แบบทดสอบ MBTI” แต่แท้จริงแล้ว เครื่องมือนี้ไม่ใช่แบบทดสอบ (Test) แต่เป็นตัวชี้วัด (Indicator) (คำเต็มภาษาอังกฤษระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น Indicator)

MBTI เป็นจุดแข็ง-จุดอ่อนของบุคลิกภาพ 16 แบบ ประกอบด้วย 4 กลุ่ม 8 ตัวอักษร ดังนี้

  • เข้าสังคม (E) หรือเก็บตัว (I)
  • อยู่กับความเป็นจริง (S) หรือมีวิสัยทัศน์ (N)
  • ใช้ความคิด (T) หรือใช้ความรู้สึก (F)
  • ระเบียบแบบแผน (J) หรือยืดหยุ่น (P)

ซึ่งเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า แบบทดสอบกับตัวชี้วัดนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างก็คือ แบบทดสอบ จะมีผลลัพธ์แบบถูก-ผิด มีไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัด เป็นเพียงสิ่งที่วัดหาแนวโน้มเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินกันที่ถูก-ผิด

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีฝ่ายบุคคลของหลายองค์กรในเอาตัวชี้วัดนี้มา “คัดกรอง” และ “ตัดสิน” การรับคนเข้าทำงาน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ตัวชี้วัดนี้สามารถบอกได้เพียงว่า “บุคลิกภาพของคนนั้น ๆ เป็นคนประเภทใด” โดยที่ไม่ได้บอกว่า “เขามีทักษะหรือความสามารถอะไร”

นั่นหมายความว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำแบบประเมินตัวชีวัดนี้ ก็ไม่สามารถตัดสิน “ศักยภาพในการทำงาน” ของใครได้ เช่น คนที่เขามีบุคลิกแบบ “ยืดหยุ่น” ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่ปล่อยปละละเลยไม่รับผิดชอบการงาน และคนที่มีบุคลิกภาพแบบ “แบบแผน” จะต้องเคร่งเครียดยึดติดเสมอไป มันเป็นเพียงสิ่งที่ใช้วัดทัศนคติ มุมมอง และการปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกต่างหาก

แล้ว MBTI มีประโยชน์อะไรต่อการทำงาน

ในโลกการทำงาน หรือการใช้ชีวิตในสังคมทั่วไป เราต้องพบเจอกับร้อยพ่อพันแม่ ในสังคมมีคนหลายประเภทอาศัยอยู่ร่วมกัน เราเองก็อาจต้องร่วมงานกับคนหลากหลายประเภท มีชอบบ้าง ไม่ถูกใจอย่างแรงบ้าง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนแต่ละคนก็มีบุคลิกภาพ ไลฟ์สไตล์ วิธีคิดที่แตกต่างกันไป

เช่นนั้นแล้ว ประโยชน์ของ MBTI มีไว้เพื่อให้เรา “ทำความเข้าใจบุคลิกภาพของคนที่ต้องร่วมงานกัน” ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เจ้านาย หรือแม้กระทั่งพาร์ทเนอร์ธุรกิจ เพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องปรับตัวเข้าหาเขาอย่างไร การรู้บุคลิกภาพของอีกฝ่ายจึงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานว่าจะสำเร็จหรือไม่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนนั้น ๆ แต่ไม่ได้ชี้วัดระดับ IQ (ความฉลาดในการเรียนรู้) และ EQ (ความฉลาดในการจัดการอารมณ์) ของคนเลย

แต่การที่หลาย ๆ องค์กรเริ่มนำเอาตัวชี้วัดนี้มาใช้ “ทดสอบบุคลิกภาพ” ของผู้สมัครงาน เพื่อช่วยในคัดกรองและเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าจะรับคนเข้าทำงานหรือไม่นั้นจึงสมควรหรือไม่ เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินว่าบุคลิกภาพที่ต่างกัน ไม่เหมาะที่จะทำงานในองค์กร แต่ไม่ได้ดูกันที่ความสามารถหรือความฉลาดในทางอารมณ์เป็นหลัก

นั่นหมายความว่า องค์กรยุคใหม่ ๆ นำเอาตัวชี้วัด MBTI มาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะ “ตัวชี้วัดบุคลิกภาพ” เป็นเพียงการแบ่งลักษณะ “บุคลิกของคน” ไม่ใช่การวัด “ศักยภาพการทำงาน” พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวชี้วัดนี้จะบอกเฉพาะลักษณะนิสัยเฉพาะของตัวบุคคลที่มาจากการหล่อหลอม การเลี้ยงดู สภาพสังคมที่เติบโตมา แต่ไม่ได้บอกทักษะ ความสามารถ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้มาจากการเรียนรู้ ที่เรามาขวนขวายกันเองในภายหลัง

ดังนั้นแล้ว หากองค์กรจะใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัด MBTI นี้จริง ๆ ก็ควรนำมาใช้ประเมินลักษณะนิสัยและความเข้ากันได้ของทีม ไม่ใช่เพื่อตัดสินศักยภาพ ประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลในการทำงานของผู้สมัครงาน เพราะมันตัดสินไม่ได้ว่าคนนี้ทำงานไม่ได้เพียงเพราะเขาเป็นคน “ยืดหยุ่น” มากเกินไป เพราะการทำงานบางอย่าง ความยืดหยุ่นก็จำเป็นกว่าความเป็นแบบแผน

MBTI บอกแค่จุดแข็งจุดอ่อน

MBTI บอกแค่ “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ของคน สิ่งที่วัดได้ คือ เราควรมอบหมายงานประเภทนี้ให้คนประเภทไหนทำ และเข้าใจว่าคนเรานั้นแตกต่างกัน ด้วยการทำงานร่วมกันต้องให้ความสำคัญกับยอมรับและปรับตัวเข้าหากันมากกว่า ใครมีจุดอ่อนอะไร ก็นำไปพัฒนาตัวเองให้ไปสู่จุดที่เหมาะสมกับการทำงาน บุคลิกภาพจึงไม่ควรนำมาเป็นเกณฑ์คัดกรอง ชี้ชะตา หรือปัดตกโอกาสการทำงานของใครโดยยังไม่ประเมินความสามารถ เพียงเพราะเขามีบุคลิกภาพแบบนั้น

นอกจากนี้ การใช้ MBTI ก็ยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด ว่าคนประเภทไหนที่ทำงานในทีมเดียวกันแล้วจะดีที่สุด เพราะการทำงานต้องปรับตัวเข้าหากัน ดูที่ทักษะความสามารถทาง IQ ดูลักษณะการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคมด้วย EQ มากกว่าประเมินกันด้วยลักษณะนิสัย ไม่ว่าจะเป็นคนประเภท หากมีความสามารถมากพอ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือเราไม่สามารถวัดค่า “ความแม่นยำ” ของแบบประเมินบุคลิกภาพนี้ได้ ว่าเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหนในการวัดลักษณะนิสัยของคน บางคนทำแบบประเมินนี้หลายครั้ง แต่ผลออกมาไม่เหมือนเดิมสักครั้ง หรือทำแล้ว แต่ผลที่อ่านได้ไม่ตรงกับตัวเองโดยสิ้นเชิงก็มี

เพราะโดยปกติแล้ว การใช้เครื่องมือวัดหรือประเมินทางจิตวิทยา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้การอ่านผลที่ได้แม่นยำที่สุด และได้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ลองคิดง่าย ๆ ดูก็ได้ว่าหากเราสามารถทำแบบชี้วัดด้านจิตวิทยาเพื่อประเมินตัวเองได้ตามใจชอบ โลกนี้คงไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยา

หากใครสนใจอยากเข้าไปเล่นเพื่อดูว่าตัวเองมีบุคลิกภาพอย่างไร สามารถเข้าไปลองเล่นกันได้ที่ 16Personalities แล้วลองดูว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงกับตัวคุณมากแค่ไหน ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เชื่อไปหมดทุกสิ่งอย่าง เพราะตัวคุณเองนั่นแหละที่รู้จักตัวเองดี แต่ถ้าอยากได้มุมมองจากคนอื่น ก็ใช้คนรอบตัวเป็นกระจกสะท้อนตัวคุณดูสิ!