Home Trending Story Trend ในประเทศ ฟังจากปากหมอ วัคซีน COVID-19 เลือกฉีดแบบไหนดี

ฟังจากปากหมอ วัคซีน COVID-19 เลือกฉีดแบบไหนดี

จากที่มีข่าวว่าคนไทยเราจะได้ฤกษ์ฉีดวัคซีน COVID-19 เข็มแรกกันในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น สำหรับบางคนก็ยินดีที่จะมีโอกาสได้รับวัคซีนเพื่อใช้ชีวิตกันต่อไป โดยรู้แค่ว่ามันก็เป็นวัคซีน ฉีดเพื่อป้องกันโรค แต่อาจจะไม่ได้รู้ลึกถึงขนาดที่ว่าวัคซีนของแต่ละเจ้านั้นแตกต่างกันอย่างไร และแต่ละเจ้ามันเป็นวัคซีนคนละชนิดกัน ใช้เทคโนโลยีการผลิตแตกต่างกัน

ข้อมูลจากบทความ “วัคซีนโควิด-19: เลือกชนิดใดดี” โดย ศ.ดร.พญ. รวงผึ้ง สุทเธนทร์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนที่ประสบผลสำเร็จ มีการอนุมัติ รับรอง และใช้จริงแล้ว ว่าแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และจริง ๆ แล้ว ถ้าเลือกได้ เราควรจะฉีดวัคซีนชนิดไหนกันดี?

ความสำเร็จของวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 นี้ บางเจ้าผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและยาแบบฉุกเฉินในบางประเทศ และได้มีการฉีดอย่างจริงจังให้กับประชากรในประเทศเรียบร้อยแล้วโดยวัคซีนที่ทดสอบประสิทธิภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่

  • Pfizer/BioNTech
  • Moderna
  • Sinopharm
  • Sputnik V
  • Oxford/Astrazeneca

ประเภทของวัคซีน

วัคซีนกลุ่มที่ไม่ต้องการพาหะ

หรือวัคซีนเชื้อตาย ผลิตโดยการสกัดเชื้อไวรัสที่ตายแล้วหรือเป็นโปรตีนของไวรัสรูปแบบต่าง ๆ เพื่อฉีดเข้าร่างกายโดยตรง ไม่ผ่านกระบวนการในเซลล์ร่างกายของผู้ฉีดวัคซีน เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีการผลิตวัคซีนแบบเก่า ที่เคยใช้ผลิตมาแล้วกับวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ จึงค่อนข้างเสถียรและมีความน่าเชื่อถือ ใช้ไวรัสเชื้อตายเป็นพาหะ จากนั้นนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีเพียง 1 เจ้าเท่านั้นที่ใช้เทคโนโลยีเดิมนี้ คือ Sinopharm (วัคซีนที่ใช้จริงแล้ว)

วัคซีนกลุ่มที่มีสารพันธุกรรมของไวรัส วัคซีนเชื้อเป็น

เป็นวัคซีนกลุ่มที่มีสารพันธุกรรมของไวรัส เมื่อฉีดเข้าไปในเซลล์ร่างกายของมนุษย์ จะแปลงรหัสเป็นโปรตีนของไวรัส ทำให้ร่างกายเหมือนติดเชื้อไวรัส แล้วค่อยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เทคโนโลยีนี้มีราคาถูกกว่าและสามารถผลิตได้เร็ว แต่เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ จึงยังไม่น่าไว้วางใจเท่าที่ควร

  • วัคซีนตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ หรือ mRNA ใช้ RNA สายบวกเหมือนจีโนมของเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีประสิทธิภาพ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเหมือนว่าตัวเราติดเชื้อ COVID-19 วัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีนี้คือ BioNTech/Pfizer และ Moderna
  • วัคซีนไวรัสพาหะ โดย Oxford/Astrazeneca ใช้จากลิงชิมแปนซี และ Sputnik V จะอาศัยการฉีดวัคซีน 2 เข็ม เข็มแรกเป็นพาหะของยีน ส่วนเข็มที่สองเป็นวัคซีนกระตุ้น

อย่างไรก็ดี การรับวัคซีนจะใช้จำนวน 2 โดสต่อคน

ประเทศไทยกับวัคซีน

จากข้อมูลในบทความ ระบุว่าขณะนี้ ประเทศไทยได้ติดต่อซื้อขายวัคซีนกับผู้ผลิต 2 เจ้า คือ

  • Astrazeneca โดยรัฐบาลไทย มีศูนย์วัคซีนแห่งชาติและบริษัทสยามไบโอไซน์ได้ทำสัญญากับทางผู้ผลิตแล้ว จะผลิตวัคซีนด้วยวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะขึ้นทะเบียนและพร้อมใช้งานกลางปี 2021 นี้ จำนวน 26 ล้านโดส พร้อมผลิตขายในแถบทวีปเอเชีย
  • Sinovac จากจีน โดยรัฐบาลไทยอนุมัติงบประมาณให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย จำนวน 2 ล้านโดส
ภาพจาก facebook.com/Siriraj Microbiology

ปัจจัยในการเลือกวัคซีน

ในมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ ให้ความเห็นว่าในการเลือกวัคซีนเข้ามาใช้ในประเทศไทย จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ ด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดบุคคลทั่วไป หรือกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างบุคลากรทางการแพทย์

ด้านความปลอดภัย วัคซีนทั้ง 5 ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้ว และมีการนำมาใช้ในคนแล้วนั้น แสดงว่ามีความปลอดภัย จะต้องไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง โดยอาการข้างเคียงที่พบปกติ เช่น ปวดศีรษะ เป็นไข้ หรือปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด แต่ในบางรายที่มีประวัติมีโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้ จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน เพราะมีโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ในรายที่แพ้รุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพที่วัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งตัวเลขสูงก็แสดงว่าสามารถป้องกันโรคได้สูงตามเปอร์เซ็นต์นั้น ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้งานแล้วในขณะนี้ หากตามข่าวจะพบว่ามีอยู่ 3 เจ้าที่พบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ คือ BioNTech/Pfizer, Moderna และ Sputnik V ส่วน Oxford/Astrazeneca ที่ประเทศไทยทำสัญญาไว้แล้วนั้น ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วน Sinopharm อยู่ที่ 86 เปอร์เซ็นต์

การสร้างภูมิคุ้มกัน ระยะเวลาที่ตรวจพบว่าร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้นั้นมีความสำคัญ เนื่องจากสามารถบ่งชี้ได้ว่าหากฉีดวัคซีนครบแล้ว จะป้องกันการติดเชื้อได้นานแค่ไหน ที่พอจะมีข้อมูล เป็นวัคซีนของ Moderna ที่พบว่าสร้างภูมิคุ้มกันได้นาน 3 เดือน หลังรับวัคซีนเข็มที่ 2

การสั่งซื้อล่วงหน้า ตามกลไกตลาดของหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อมีความต้องการวัคซีนมากกว่าวัคซีนที่ผลิตได้ จึงจำเป็นต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า โดยประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 ในไปแล้วนั้น ล้วนเป็นประเทศที่มีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้า

ราคา เป็นที่น่าสนใจว่าการฉีดวัคซีนให้คนจำนวนมากเพื่อหวังให้เกิดภูมิคุ้มกันแบบเป็นกลุ่ม ราคาของวัคซีนจะมีผลต่อการพิจารณาแน่นอนในการซื้อวัคซีนล็อตใหญ่

ข้อจำกัด หากติดตามจากข่าว จะพบว่าวัคซีนของแต่ละเจ้ามีข้อจำกัดแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการผลิต อุณหภูมิที่ใช้เก็บ ซึ่งมีผลต่อการขนส่งและกระจายวัคซีน การติดตามความปลอดภัย ข้อจำกัดนี้มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะวัคซีน COVID-19 เป็นวัคซีนที่เร่งรัดหลายขั้นตอนแบบก้าวกระโดด และร่นระยะเวลาผลิตเยอะมาก ทั้งที่ในอดีตวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสแต่ละชนิดต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีในการทดลอง จึงยังไม่มีข้อมูลระยะยาวของการใช้วัคซีน รวมถึงการกลายพันธุ์ของไวรัสที่อาจมีผลต่อการต่อต้านภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีน ก็ยังต้องทำการศึกษากันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสในประเทศไทย จะเห็นไม่ตรงกันว่าประเทศไทยควรจะเลือกวัคซีนแบบไหน เนื่องจากข้อดีข้อเสียต่างกัน และด้วยความที่เป็นวัคซีนที่ใช้เวลาในการทดลองสั้นมาก จึงไม่สามารถรับประกันความเสี่ยงอะไรได้ แต่ในความเป็นจริงประชาชนส่วนใหญ่ก็อาจมีตัวเลือกไม่มากเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังจ่ายเองก็ตาม ดังนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลือกวัคซีนได้ตามใจชอบ ถึงจะจ่ายเงินเองก็ต้องต่อคิวในการซื้ออยู่ดี

เพราะฉะนั้น การป้องกันตนเองโดยไม่หวังพึ่งน้ำบ่อหน้าตามมาตรการป้องกันโรคจึงควรปฏิบัติให้ได้อย่างเข้มงวด สวมใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างระหว่างกัน หมั่นล้างมือ รักษาสุขอนามัยของตนเอง ถ้าไม่จำเป็นก็อดทนอยู่บ้าน และอย่าหาไปตามที่ชุมนุมชน ก็ช่วยให้ตนเองปลอดภัยจาก COVID-19 ได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องรอแต่วัคซีน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/Siriraj Microbiology