“การลงทุน-ออมเงิน” ที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้ในปี 2564

ปี 2564 มนุษย์เงินเดือน ควร “ลงทุน-ออมเงิน” อย่างไรให้สินทรัพย์งอกเงย?  บทสัมภาษณ์ “คนต้นคิด” ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน  “คุณวสุ สุทธิพงษ์ชัย” ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ Manulife Asset Management มาช่วยแนะนำในทุกเรื่องที่คนทำงานจำเป็นต้องรู้ เพื่อให้การลงทุนและการออมเงินไม่สูญเปล่า  

แนะนำการลงทุน เพื่อมนุษย์เงินเดือน ในปี 2564

ก่อนจะลงทุนต้องมีสภาพคล่องที่เพียงพอไว้ก่อน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนของเงินเดือน แล้วก็ถ้ามีเงินเหลือเก็บ มีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือว่าเก็บไว้สำหรับการศึกษาให้บุตรในอนาคต ก็อาจจะเริ่มลงทุนเพื่อจะให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ๆ รวมทั้งอาจต้องมีการลงทุนเพื่อจะให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเกษียณในระยะยาวด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเกษียณตอนอายุ 60 ปี คุณควรจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าประมาณซัก 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ได้รับก่อนเกษียณ

แต่การลงทุนโดยนำเงินไปฝากธนาคาร 100  เปอร์เซ็นต์ มันโดนเงินเฟ้อกินหมด มันไม่พอสำหรับเวลาการใช้จ่ายใน 20-40 ปีข้างหน้า เวลาคุณเกษียณจริง ๆ แล้ว เงินที่คุณมีอยู่มีแต่จะด้อยค่าลง เพราะฉะนั้นคุณจะต้องจัดสัดส่วนการลงทุน ด้วยการเลือกกระจายความเสี่ยงไปในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท เพื่อให้ผลตอบแทนรวมแล้วความเสี่ยงเนี่ยอยู่ในระดับที่พอรับได้

ถ้าคุณอายุยังน้อย คุณก็มีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มาก ต่อให้ขาดทุนในระยะสั้น แต่ถ้าถือไปยาว ๆ ก็อาจจะได้คืนกลับมา หรือได้ผลตอบแทนเยอะกว่านั้น กฎแบบกำปั้นทุบดินง่าย ๆ คือให้เอา 100 – อายุของคุณ ถ้าอายุของคุณ 20 ปี ลบแล้วเหลือ 80 นั่นหมายความ 80 เปอร์เซ็นต์ คือสัดส่วนสูงสุดที่คุณจะลงในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น หรือทองคำ หรือน้ำมัน ส่วนที่เหลือค่อยนำมาลงในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ

ในทางกลับกัน ถ้าคุณอายุมากแล้ว คุณอายุ 50 ใกล้จะเกษียณแล้ว 50  เปอร์เซ็นต์คือสัดส่วนสูงสุดของสินทรัพย์เสี่ยงที่คุณจะถือได้ นี่คือหลักการคร่าว ๆ 

ซื้อกองทุนปลายปี เพื่อลดหย่อนภาษี คุ้มกับการลงทุนหรือไม่

ถ้ามีฐานเงินเดือนตั้งแต่  30,000-40,000 บาทขึ้นไป การการลงทุนใน RMF ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับคุณอย่างน้อย ๆ 10-15 เปอร์เซ็นต์ในการหักภาษี ต่อให้ลงทุนแล้วไม่กำไรเลย ได้แค่เงินปันผลก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นการออมในการลงทุนที่ดี เพียงแต่ว่าไม่จำเป็นต้องไปรอเพื่อซื้อก้อนเดียวตอนสิ้นปี อาจใช้ลักษณะการทยอยซื้อทุก ๆ เดือน โดยตั้งเป็นโปรแกรมอัตโนมัติไว้ก็ได้ ซึ่งทางบลจ. หลายแห่งเขาก็มี Investment Plan แบบรายเดือนที่สามารถซื้อได้ทุกเดือนในจำนวนเท่า ๆ กัน

ออมเงินในกองทุน ควรเริ่มต้นเมื่อใด

ถ้าคุณมีเป้าหมายในการออมระยะยาว มีสิ่งที่อยากจะได้ อยากจะทำ หรืออยากจะสร้างกองกองทุนไว้เผื่อตัวเองจะเกษียณในระยะยาว การออมไม่ได้จำเป็นต้องไปไปรอเริ่มตอนได้โบนัส หรือว่าตอนสิ้นปีหรอกครับ แต่ควรทยอยออมไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน พยายามมีวินัยในการลงทุน 

ช่วงไหนที่ตลาดผันผวนมาก ๆ ก็อาจจะลงทุนน้อยหน่อย ช่วงไหนที่ดีขึ้นก็ค่อย ๆ ทยอยใส่เข้าไป ผมคิดว่าการออมเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจำเป็น เพราะว่าระบบประกันสังคม หรือระบบการเกษียณของบ้านเรายังไม่เพียงพอ

มือใหม่ซื้อกองทุน ควรเริ่มต้นจากกองทุนประเภทใด

ผมคิดว่าอย่างแรก ๆ เลยคือกองทุนตราสารหนี้นะครับ กองทุนตลาดเงิน กองทุนพันธบัตรรัฐบาล พวกนี้ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำมาก เพราะว่าเงินฝากของธนาคารก็ยังค้ำประกันอยู่ด้วย FIDF (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน) แต่ว่าก็อาจจะมีการค่อย ๆ ทยอยลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ

กองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาล ของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงทุนในหุ้นกู้ของเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเป็นหุ้นกู้ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือค่อนข้างดี ได้เรตติ้งสูงไม่ต่ำกว่า A- ขึ้นไป ซึ่งโอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะ ล้มละลายค่อนข้างต่ำ และเป็นการลงทุนซึ่งเราได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นมาจากพันธบัตรรัฐบาล และกองทุนตราสารหนี้ ตราสารเงินส่วนใหญ่สามารถไถ่ถอนได้ทุกวัน ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเงินฝากเลย

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียกองทุน RMF / LTF / SSF

ในกรณีที่คุณเป็นนักลงทุนซึ่งอายุยังค่อนข้างน้อย อาจจะไม่ต่างกันมาก แต่สมมติถ้าคุณอายุ 40 กว่าๆ หรือ 50 ปี การที่คุณจะลงทุนเพื่อหักภาษีเนี่ย คุณไปซื้อ RMF ก็อาจจะดีกว่า เพราะว่าคุณถืออีกแค่ไม่กี่ปีก็ครบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว คุณก็สามารถจะขายออกมาได้ แล้วตัว RMF เนี่ยก็มีสินทรัพย์ได้หลากหลายต่างจาก LTF ซึ่งจะต้องถือหุ้นอย่างเดียว หรือ SSF ก็สามารถจะถือสินทรัพย์ได้หลากหลายเหมือนกัน แต่อย่าง SSFX จะต้องถือแต่หุ้นเท่านั้น ไม่ต่ำกว่า 65% ของกอง

การถือหลักทรัพย์แต่ละประเภท ลตอบแทนระยะยาวและความเสี่ยงระยะยาวมันต่างกันเยอะมาก ถ้าคุณถือตราสารหนี้พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี คุณลงทุนไป 1 ล้านบาท อีก 10 ปีข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ล้มละลายก็ยังอยู่ได้ 1 ล้านบาท แต่ถ้าไปลงทุนหุ้น 1 ล้านบาท 10 ปีข้างหน้า มันอาจจะเหลือศูนย์ อาจจะเหลือ 500,000  หรืออาจจะกลายเป็น 3 ล้าน มันเป็นไปได้หลายอย่าง ฉะนั้นขึ้นอยู่กับตัวหุ้นที่คุณลง อุตสาหกรรมที่คุณลง หรือถ้าเป็นกองทุนรวมก็ต้องขึ้นอยู่กับการจัดสัดส่วนและการเลือกหุ้นของผู้ชำนาญกองทุน เพราะฉะนั้นเราต้องถือสินทรัพย์เสี่ยงในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

กองทุน LTF ที่ยังไม่ครบกำหนดขาย ควรทำอย่างไร

ถ้าคุณซื้อแล้ว LTF ก็ควรจะต้องถือให้ครบตามระยะเวลา ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะว่าถ้าไปขายก่อน มันจะจะต้องมีการคืนภาษีจ่ายภาษีย้อนหลังซึ่งค่อนข้างวุ่นวาย และได้อาจจะไม่คุ้มเสีย

ส่วนถ้ามีเงินออมเพิ่ม ก็อาจจะนำลงทุนแบบถัวเฉลี่ยเพิ่ม อาจจะไปซื้อกองทุน  RMF หรือ SSF ก็ได้ เพื่อช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือสำหรับการหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับปีนี้