Color Rush ที่โลก “เปลี่ยนสี” ก็เพราะมีนาย

น่าจะเป็นเพราะโลกของเรามาไกลมากแล้วก็เป็นได้ ความเชื่อเดิม ๆ ที่มองว่าการรักคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดบาปสมควรตายมันถึงได้ลดลง แน่นอนว่ามันยังไม่หมดไป และก็น่าจะใช้เวลาอีกพักใหญ่ ๆ ใหญ่มาก ๆ ถึงจะตั้งตัวกันได้ เพราะคนเฒ่าคนแก่หรือรุ่นพ่อรุ่นแม่หลาย ๆ คนยังไม่เปิดใจ และปฏิเสธเรื่องแบบนี้รุนแรง เขามองว่ามันผิดปกติ มันบาป มันนู่นมันนี่มันนั่น ก็นั่นแหละ การจะเปลี่ยนความเชื่อที่ถูกฟังหัวมานานมันทำได้ยาก

แต่ตลาดซีรีส์วายใหญ่มากกว่าที่คิดไว้ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดซีรีส์วายบ้านเราเติบโตเร็วมาก ด้วยประเทศอื่น ๆ รอบข้างเราเขายังไม่ได้เปิดกับเรื่องรักร่วมเพศ ซีรีส์วายที่ผลิตจากบ้านเราเลยขายดี โดยเฉพาะแฟนคลับคนจีนมีเยอะมาก คนเกาหลีก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน ถ้าบ้านเขาไม่ทำซีรีส์วาย เขาก็หาดูจากไทยเรา

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว จีนเองก็มีซีรีส์วายแล้วเหมือนกัน (ตอนนี้ออนแอร์อยู่) ส่วนเกาหลีเขาชิมลางลงมารับส่วนแบ่งการตลาดได้ซักพักแล้ว นั่นหมายความว่าสายวายที่เบื่อหรือรับไม่ได้กับความแรง 20+ ของซีรีส์วายบ้านเรา ก็จะหนีไปพึ่งซีรีส์วายต่างชาติแทน

Color Rush คือเว็บซีรีส์วายสัญชาติเกาหลีเรื่องล่าสุดที่จะมาเล่าให้ฟัง ตอนที่เห็นภาพโปสเตอร์โปรโมท ก็ยอมรับว่าอึดอัดใจอยู่นิดหน่อย เพราะไม่ใช่สายวาย ดูได้แค่ไม่ชอบ แต่เพราะเบ้าหน้าของนักแสดงเท่านั้นที่ทำให้ฉันยอมเปิดดู ฉันพ่ายแพ้และอ่อนแอให้กับผู้ชายเบ้าหน้าดี จนตอนนี้ติดซะแล้ว

Color Rush เป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีภาวะตาบอดสี โลกที่ไม่มีสีสันของเขาทำให้เขารับรู้ทุกสี ไม่ว่าจะเป็นแดง เหลือง เขียว ฟ้า หรือสีอะไรก็ตามแต่ เขาเห็นมันเป็นแค่สีขาวดำ กับสีเทาเท่านั้น เขารับรู้ได้ตามความอ่อนความเข้มของมัน แต่ไม่รู้ว่าสีจริง ๆ มันเป็นแบบไหน ภาวะตาบอดสีแบบนี้ ในซีรีส์เรียกว่า “โมโน”

ภาพจาก Hancinema

เด็กชายคนนี้อาศัยอยู่กับน้าสาว 2 คน เดิมแม่เขาอยู่ด้วย แต่แม่ของเขาหายตัวไปตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว เขามีเบาะแสว่าแม่แต่งตัวยังไงก่อนออกจากบ้าน แต่เขากลับช่วยบอกอะไรน้าสาวไม่ได้เลย เพราะเขาไม่รู้ว่ามันเป็นสีอะไร ระหว่างนี้น้าสาวที่เป็นโปรดิวเซอร์รายการข่าวก็พยายามตามสืบเรื่องของพี่สาว พร้อมกับดูแลหลานที่ตาบอดสี เมื่อใดที่มีคนรู้ว่าหลานชายเป็นโมโน เธอต้องพาหลานย้ายโรงเรียน

เพราะมีข่าวออกมาว่าคนที่ตาบอดสีแบบโมโนนั้นก่ออาชญากรรม ทำให้คนพากันกลัว แล้วบูลลี่กลั่นแกล้ง เนื่องจากคนที่เป็นโมโน หากได้พบกับใครคนหนึ่งที่เรียกว่า “โพรบ” จะทำเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Color Rush โดยทำให้โมโนนั้นสามารถมองเห็นสีต่าง ๆ บนโลกได้ ลองนึกภาพว่าคนที่ไม่เคยได้เห็นโลกแบบมีสีเลยในชีวิต พอได้ลองเห็นซักครั้ง เขาจะติดใจ เพราะเขาเองก็เกลียดการเห็นสีขาวดำมาตลอด แต่พอแยกย้ายกับคนที่เป็นโพรบ สีจะหายไป ทำให้เขามีกิเลสเข้าครอบงำว่า “ถ้าทำให้โพรบอยู่กับเขาได้ตลอดชีวิต เขาก็จะมองเห็นสีต่าง ๆ ตลอดไป”

ซีรีส์วายที่ไม่อินก็ฟินได้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยจะอินกับซีรีส์วายเท่าไรนัก มโนว่าตัวเองเป็นนางเอกยาก เพราะเขาไม่ได้ชอบชะนีแบบฉัน (ฮา) ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเกลียดหรือดูไม่ได้ ก็แค่ไม่อิน แต่ส่วนหนึ่งยอมรับเลยว่าขยาดกับซีรีส์วายของไทยจนไม่อยากจะดู พล็อตเรื่องของซีรีส์วายเมืองไทยที่ช่วงหลังผลิตออกมาล้นตลาด บางเรื่องมันเน้น “เรื่องอย่างว่า” มากจนเกินไป เอะอะจูบ เอะอะโยนลงเตียง ขนาดเปิดเจอผ่าน ๆ ยังได้แต่รีบเปลี่ยนหนี เพราะรู้สึกว่าการทำเป็นละครโทรทัศน์ มันไม่ควรจะประเจิดประเจ้อขนาดนี้

ภาพจาก Hancinema

ตัดภาพไปที่ซีรีส์วายของเกาหลี เท่าที่ดูมา 2 เรื่อง (รวมเรื่องนี้) เขาไม่เห็นจะต้องขายฉากอย่างว่าพร่ำเพรื่อหรือเลิฟซีนรุนแรงแบบที่เห็นแล้วอุจาดตาเลย ซีรีส์ก็ยังออกมาได้ฟินชวนจิกหมอนเหมือนกัน คนที่ไม่อินยังเขินได้ แค่สายตา การสบตา น้ำเสียงเวลาสนทนา ภาษาที่คุย ภาษากาย มันก็สื่อออกมาแล้วว่าเขาชอบกัน อาจจะมีช่วงที่พระเอกเรารุกแรงบ้างเป็นบางช่วง ก็ถูกใจสายวายจริง ๆ กัน แต่มันไม่ได้ชวนอึดอัดใจเหมือนซีรีส์วายไทยบางเรื่องแน่นอน

แต่สำหรับสายวายจริง ๆ ไม่ต้องห่วง คุณชอบซีรีส์วายก็เพราะอะไรแบบนี้ มันก็มีให้ดู ไม่ใช่แห้งแล้งว่างเปล่าขนาดนั้น ก็เหมือนกับซีรีส์ชายหญิงทั่วไปนั่นแหละ พอรักกันปุ๊บก็จะมีซีนหวาน ๆ เขิน ๆ หรือเลิฟซีนตามมา ไปดูเอาเองแล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าสปอยล์ (อิอิ)

ความโลภ ทำให้ปีศาจเข้าครอบงำ

“เพราะโดนปีศาจเข้าครอบงำ ก็เลยจะยอมเป็นปีศาจเองเหรอ” ถ้ายังจำซีรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว The Uncanny Counter ได้ ก็จะรู้ว่าปีศาจที่ถูกพูดถึงนั้นไม่ได้อยู่อื่นไกล แต่อยู่ในใจของเธอเอง บ่อยครั้งที่เรายอมให้กิเลส ความอยากได้อยากมี ความต้องการแบบไม่สิ้นสุดเข้าครอบงำ จนลงมือทำเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ยังละเว้นความผิดตัวเอง บอกว่าทำแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็นไรหรอก แต่การที่ไม่เป็นไรบ่อย ๆ ครั้งเข้า มันจะทำให้เราเรียกสติได้ยากขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไป

เพราะนายเอกของเราตาบอดสี เห็นทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้เป็นสีขาวดำ-สีเทา โลกที่เขาคุ้นเคยเป็นแบบนั้น แต่พอมีพระเอกเข้ามาในชีวิต โมโนกับโพรบได้พบกัน ทำให้โลกของนายเอกเรามีสีสันขึ้นมา แน่นอนว่าการที่เพิ่งเคยเห็นสีสันเป็นครั้งแรกในชีวิต มันคือความงามที่เขาเคยได้ยินแค่ว่าในโลกมีสีนั้นสีนี้ แต่เขาไม่เคยเห็นว่าสีจริง ๆ มันเป็นแบบไหน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยแม้แต่จะอยากเจอกับโพรบของตัวเอง เพราะกลัวจะถูกปีศาจครอบงำเหมือนที่มีข่าวออกให้เห็น หรือการที่แม่ของเขาหายตัวไป

ภาพจาก Hancinema

แต่พอได้ลองเห็นสีเป็นครั้งแรก ในโลกที่ทุกอย่างเป็นสีขาวดำ-เทา มาตลอดชีวิต มันคือความแปลกใหม่ที่ทำให้เขาเสพติด หลังจากแยกกับพระเอก โลกของเขาจะกลับมาเป็นสีขาวดำ-เทาเหมือนเดิม แต่ในเมื่อเขาเพิ่งจะเคยเห็นว่ารุ้งกินน้ำที่มี 7 สีนั้นเป็นอย่างไร มันสวยงามขนาดไหน ความโลภที่อยากจะเห็นมันตลอดไปก็เข้าครอบงำ

นี่เป็นสิ่งที่นายเอกเรากลัวมาตลอดว่าหากเจอกับโพรบของตัวเองแล้ว มันจะทำให้เขาก่ออาชญากรรมเหมือนที่มีข่าวออกอยู่ทุกวัน โมโนพอได้เจอโพรบ มันทำให้โมโนอยากจะเห็นสีไปตลอดชีวิต จึงพยายามจะนำโพรบคนนั้นมาอยู่ใกล้ตัวเองไปตลอดชีวิต เพื่อให้ตัวเองได้เห็นสีสันตลอดไป

ส่วนนายเอกของเราในอีพีล่าสุด เขากำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง ยังงง ๆ อยู่นิดหน่อยว่าอะไรยังไง เพราะเรื่องตัดต่อไม่ปะติดปะต่อกัน (ไม่รู้ตั้งใจไหม) แต่เขารู้ตัวแล้วว่าตัวเองอยากจะเก็บพระเอกไว้ข้างกายตลอดไป เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับเข้าสู่โลกขาวดำ ไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาจะเรียกสติตัวเองได้ไหมว่ากำลังจะเป็นปีศาจซะเอง หรือเขาจะก่ออาชญากรรมแบบเดียวกันกับที่ตัวเขาเองก็กลัวว่าตัวเองจะทำแบบนั้นเหมือนกัน เลยเลือกที่จะปฏิเสธการเจอโพรบ

มิตรภาพในวัยม.ปลาย

ด้วยตัวละครหลักเรียนอยู่ม.ปลาย เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ดี ๆ ระหว่างกลุ่มเพื่อน มิตรภาพระหว่างเด็กผู้ชาย 4 คนที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าฟีลกู๊ดมากเลยทีเดียว เพราะเราจะได้เห็นมิตรภาพแบบแปลก ๆ ของทั้ง 4 คนนี้ แปลกแต่ฮา มีบางซีนที่ขำจนท้องคัดท้องแข็ง โดยเฉพาะสมาชิกแก๊งที่เป็นหัวหน้าห้อง ช่างสรรหาเอานู่นเอานี่มาทำ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของแก๊งที่แท้ทรู

สำหรับใครหลาย ๆ คน ม.ปลายเป็นช่วงชีวิตที่สนุกและมีความสุขที่สุดแล้ว แม้ว่าในตอนนั้นเราจะบ่นอยากโตเป็นผู้ใหญ่กันแทบตาย แต่พอถึงจุดจุดหนึ่งจะรู้ว่าโลกที่แท้จริงมันโหดร้ายขนาดไหน แล้วโลกก็ไม่ได้ใจดีกับทุกคน ถึงเวลานั้นเราก็อยากจะหันไปหาใครซักคนที่คอยอยู่ข้างเสมอ ๆ มา ซึ่งคนคนนั้น เราก็เรียกเขาว่า “เพื่อน”

ภาพจาก Hancinema

สำหรับมิตรภาพในเรื่องนี้ แน่นอนวาการที่พระเอก-นายเอกของเราได้เข้าสู่วังวนแห่งรักก็เพราะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เพราะอิตาหัวหน้าห้องเป็นคนเริ่ม เพื่อนกลุ่มเดียวกันของ 4 คนนี้ไม่ได้เริ่มมาจากการที่ศีลเสมอกัน แต่เริ่มขึ้นเพราะแค่ไปนั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ กัน ก็เลยตั้งแก๊งขึ้นมา โชคดีของนายเอกเราที่ไม่ได้เป็นแก๊งอันธพาลชกต่อยกับใครเขา

แต่ได้ตามซีรีส์เกาหลีล็อตตั้งแต่กลางปีที่แล้วยาวมาจนถึงตอนนี้ จะพบว่าเขานำเสนอเรื่องราวของเด็กม.ปลายหลายเรื่องมาก และทุกเรื่องก็ชูประเด็นเรื่องเพื่อนเหมือนกันหมด มันไม่ได้น่าเบื่ออะไรหรอกกับพล็อตแบบนี้ เพราะเขาทำมันออกมาได้ดี ดีจนทำให้นึกถึงชีวิตตอนม.ปลายขึ้นมา แล้วก็ซึ้งมากด้วยกับมิตรภาพของคนที่เราเรียกว่าเพื่อน

Color Rush จัดเป็นซีรีส์วายสัญชาติเกาหลีที่มาแนวฟีลกู๊ดจริง ๆ ไม่ได้ยัดเยียดความรักรุกรุนแรงระหว่างผู้ชาย 2 คนจนน่ารำคาญ ต่อให้ไม่ใช่สายวายก็ดูได้แบบไม่ติดอะไร (ถึงจะไม่อินเท่าไรก็เถอะ) แต่บอกเลยว่าเขาทำออกมาได้ฟินสมใจสายวายแน่นอน ขนาดไม่อินดูยังเขินตาม ก็เลยอยากให้ลองเปิดใจดูซีรีส์ดี ๆ แบบนี้ดู อย่าเพิ่งอคติว่าฉันไม่ชอบซีรีส์วาย รับรองว่าจะได้เปิดโลกเห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ก่อนหน้านี้เราอาจปฏิเสธที่จะรับรู้การมีอยู่ของมัน 😉