Home Trending Story Trend ในประเทศ “Silent Spreader” ตัวการสำคัญแพร่เชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่

“Silent Spreader” ตัวการสำคัญแพร่เชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่

เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า “Super Spreader” กันอยู่แล้วว่าเป็นผู้ติดเชื้อ COVID-19 (โควิด-19) ที่แพร่เชื้อเป็นวงกว้างและมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปหลายเท่า ทำให้ผู้ป่วย 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มากกว่า 20 คน เหมือนเช่นกรณีสนามมวยลุมพินีที่เคยทำคนไทยแตกตื่นกันมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี 2563

แต่สำหรับการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่กลับมาใหม่ ทั้งระลอกสอง ระลอกใหม่นั้น มีตัวการสำคัญที่หลายคนอาจไม่ทันได้นึกถึงและมองข้ามไป นั่นคือการแพร่กระจายเชื้อโดยผู้ป่วยติดเชื้อที่ไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็น นั่นจึงทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้กลายเป็น “Silent Spreader” ไปโดยไม่รู้ตัว

“Silent Spreader” ภัยเงียบจากผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการ

อย่างที่ทราบกันดีว่า การแพร่กระจายของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อย่างโควิด-19 นั้น เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วนำมาสัมผัสใบหน้า จึงทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก ปาก

หากผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 เพราะไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ ก็จะใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ทันได้ระมัดระวังตนเอง จึงเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

ขณะที่คนรอบข้างก็มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน และอาจละเลยเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยหรือสัมผัสตัว เมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในที่พักอาศัยเดียวกัน

ทั้งนี้ จากงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน และอิตาลี พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยนั้น มีมากกว่า 50-70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ผลการศึกษาชี้เด็ก-วัยรุ่น คือ Silent Spreader

หากถามว่าใครคือ Silent Spreader คำตอบจากผลการศึกษาหลายชิ้นระบุตรงกันว่า เด็กและวัยรุ่นคือตัวการสำคัญในการแพร่เชื้อ เพราะไม่มีอาการป่วยแสดงให้เห็นในระยะเริ่มแรก ซึ่งหนึ่งในผลการศึกษามาจากผู้เชี่ยวชาญของมูลนิธิ Bruno Kessler Foundation ในอิตาลี ที่ร่วมวิจัยกับ ATS Lombardy COVID-19 Task Force และสถาบันวิจัยหลายแห่ง

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ในแคว้นลอมบาร์ดีของอิตาลีจำนวน 5,484 คน พบว่ามีผู้ติดเชื้อรวม 2,824 ราย และในจำนวนนี้มีเพียง 876 ราย หรือ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่แสดงอาการออกมา อาทิ มีไข้ ไอแห้ง ๆ หายใจลำบาก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส

และที่น่ากลัวไปกว่านั้น ข้อมูลดังกล่าวยังพบด้วยว่าผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี มีมากถึง 81.9 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวที่ไม่แสดงอาการให้เห็น

สอดคล้องกับผลการศึกษาของนักวิจัยในจากโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital และโรงพยาบาลเด็ก Mass General Hospital for Children ในสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า เด็กๆ คือตัวแปรสำคัญที่มีบทบาทในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19

โดยพบว่าในร่างกายของเด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 22 ปีลงมา มีปริมาณของเชื้อโควิดในระบบทางเดินหายใจในระดับสูงที่กว่าวัยอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ และมากกว่าผู้ป่วยโควิดที่เข้ารับการรักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำ

และแม้ว่าเด็ก ๆ จะมีอาการแสดงให้เห็น เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก แต่อาการป่วยมักจะใกล้เคียงกับอาการเจ็บป่วยทั่วไปอย่างไข้หวัด จึงอาจสร้างความสับสนให้กับแพทย์ในการวินิจฉัยโรคได้

เชื่อเถอะ! หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันได้

เมื่อเราไม่รู้ว่าคนที่กำลังพูดคุยอยู่ด้วยโดนแจ็คพอตติดเชื้อไปแล้วหรือไม่ จงเชื่อมั่นในพลังของหน้ากากอนามัย เพราะมีผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่าการใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี (ปิดทั้งจมูก ปาก และคาง) สามารถช่วยป้องกันได้จริง ๆ

โดยข้อมูลจากสถาบัน Institute for Health Metrics and Evaluation แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา ระบุด้วยว่าหากคนอเมริกัน 95 เปอร์เซ็นต์พร้อมใจกันสวมใส่หน้ากากอนามัยจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรลงได้ถึง 30,000 รายเลยทีเดียว

แม้ว่าการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ แต่หากผู้ป่วยไม่แสดงอาการออกมา ก็สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นพาหะนำโรคอย่างยิ่ง เพราะเชื้อดังกล่าวสามารถอยู่ในร่างกายของเราได้นานถึง 4 สัปดาห์เลยทีเดียว

ดังนั้น การสวมใส่หน้ากากอนามัยจึงสามารถช่วยป้องกันได้ทั้งการแพร่กระจายเชื้อ  และป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่นได้ ขอแค่ดูแลตนเองให้ดี “อยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ถือหลักสะอาด ปราศจากแออัด เคร่งครัดไทยชนะ” ก็จะช่วยให้ทุกคนลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้

อ้างอิงข้อมูล : medicalnewstoday.com / nbcboston.com / edition.cnn.com