
ความสนใจเรื่องวัคซีนป้องกัน COVID-19 เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกต่างจับตามองว่าประเทศของตนเองจะถึงคิวได้รับวัคซีนเมื่อไร และจะประสบความสำเร็จในการต้าน COVID-19 หรือไม่
ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับวัคซีนกับเขาด้วยเช่นกัน หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินกว่า 2.3 พันล้านล้านบาท ในการจัดหาวัคซีน ซึ่งไทยทำสัญญาจองล่วงหน้ากับบริษัท AstraZeneca ของอังกฤษไว้เรียบร้อยแล้ว หากพัฒนาวัคซีนได้เป็นผลสำเร็จ ไทยก็จะมีโอกาสได้รับวัคซีนเหมือนเช่นประเทศอื่น ๆ
วัคซีนที่ไทยสั่งจองนั้น เป็นความร่วมมือในการพัฒนาระหว่าง AstraZeneca กับมหาวิทยาลัย Oxford ที่คาดว่าจะผลิตได้ 2,400 ล้านโดสภายในปีหน้า โดยเป็น 1 ใน 3 วัคซีนที่มีการพัฒนาออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว นอกเหนือจาก Pfizer และ Moderna
แต่วัคซีนของ AstraZeneca-Oxford นั้น ไม่ติดปัญหาเรื่องราคาแพง และไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิติดลบเหมือนอย่าง Pfizer หรือ Moderna
ส่วนวัคซีนที่ผลิตในไทยนั้น ยังอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ทดลอง ก่อนจะเริ่มทดสอบในคนเฟสแรกประมาณเดือนม.ค.ปี 2021 ขณะที่เฟส 2 ที่ทดสอบในคนนั้นจะต้องใช้เวลาทดสอบประมาณ 6-9 เดือน
คนไทยกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีน
แน่นอนว่าทุกคนอยากฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน COVID-19 แต่เนื่องด้วยปริมาณวัคซีนที่ไทยจองกับ AstraZeneca ไว้จำนวน 26 ล้านโดส จะสามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้ 13 ล้านคน โดยรับคนละ 2 โดส แต่ประเทศไทยมีประชากรอยู่ที่ 66.59 ล้านคน หากจะให้วัคซีนครบทุกคน นั่นหมายความว่าต้องมีวัคซีนจำนวนกว่า 133 ล้านโดสเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ตามแผนการจัดหาวัคซีนนั้น ไทยพยายามจัดหาให้ครอบคลุมประชากรให้ได้ครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 33 ล้านคน เพียงแต่ในขั้นต้นการจัดสรรวัคซีนจำเป็นต้องให้สิทธิ์ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 มากที่สุดก่อน ซึ่งกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีน COVID-19 คือ บุคลการทางการแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย COVID-19
พิจารณากลุ่มที่รับวัคซีนจากปัจจัยอะไรบ้าง?
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายที่จะเตรียมให้บริการฉีดวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนธ.ค.นี้ โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครเหมาะสมจะได้รับวัคซีนบ้างนั้น จะพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการฉีดวัคซีน
อาทิ ฉีดวัคซีนป้องกันการเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยง, ฉีดในกลุ่มที่มีโอกาสในการแพร่เชื้อสูง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค, ฉีดในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องให้การรักษาผู้ป่วย
กลุ่มรับวัคซีนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติวัคซีนด้วย
นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย COVID-19 จะเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับต้น ๆ แล้ว ผลการศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่สมควรได้รับสิทธิ์ฉีดวัคซีน นำโดย ผศ.ดร.วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย หัวหน้านักวิจัย ระบุด้วยว่า คนที่ควรได้รับวัคซีนควรเป็นกลุ่มคนที่มีการติดเชื้อมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยคือกลุ่มคนในวัย 20-39 ปี เพราะเป็นกลุ่มคนที่ออกมาข้างนอกมีโอกาสติดเชื้อ และแพร่เชื้อได้มากที่สุด
แบบจำลองจากงานวิจัยดังกล่าวระบุว่าหากวัคซีนที่ได้มานั้น มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อต่อ กลุ่มคนที่ควรจะได้รับวัคซีนควรเป็นคนที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด นั่นคือกลุ่มคนที่มีอายุ 20-39 ปี
แต่หากวัคซีนมีคุณสมบัติช่วยลดความรุนแรงเมื่อติดเชื้อ แบบจำลองพบว่าคนที่ควรได้รับวัคซีน คือกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงลงได้เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อวัคซีนยังมาไม่ถึงเมืองไทย และการพัฒนาวัคซีนในไทยยังคงต้องใช้เวลาอีกนานนับปี การป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ไม่นำมือมาสัมผัสใบหน้า กินร้อน ช้อนกลาง และเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 ได้






























