START-UP วงการที่ถ้าก้าวพลาด คุณเป็นนักต้มตุ๋น

ภาพจาก tvN

“เกาหลี (ใต้) นี่มันเกาหลีจริง ๆ แรงไม่แผ่วเลย นี่ก็ปลายปีแล้ว แต่พี่แกยิงซีรีส์รัว ๆ ติด ๆ กัน แล้วแต่ละเรื่องก็คือแบบน่าดูมาก เรื่องที่ยังไม่จบก็ยังต้องตามดู เรื่องใหม่ก็ยังจะมาอีก แล้วถ้าดูแบบเอามาเล่ามาเม้าท์ให้ฟังแบบนี้ก็ไม่กล้าจะเอาเรื่องที่ออนแอร์ไปหลายตอนแล้วมาเล่า ถึงตอนนั้นคนก็คงดูกันหมดแล้ว ไม่ต้องชี้เป้าให้ตามไปดูอีก นี่คือกะให้ไม่ต้องหลับต้องนอนเลยใช่ไหม ตามดูไม่ทันเด้อ”

เวลาที่ดูซีรีส์เกาหลี มีใครเคยมีแสงสว่างสีขาวแว่บขึ้นมาบ้างไหม ด้วยคำถามว่าตอนเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ คนเขียนบทเขาไปได้ไอเดียหรือแรงบันดาลใจมาจากไหน ทำไมใช้พล็อตเรื่องแบบนี้ คือบางพล็อตมันก็ไม่ง่ายที่จะเอามาเล่ามาทำให้ลงตัวขนาดนั้น แต่เกาหลีนางทำได้ไง แล้วนับวันมันก็ยิ่งครีเอทได้มากกว่าเดิมอีก ได้ทุกแบบทุกแนว เอาเรื่องที่จริง ๆ ไม่น่าจะมีอะไร หรือความจริงคือมี แต่ไม่ใช่แนวนี้ มาเล่าในแบบที่คนเขียนบทอยากให้เป็นได้สนุกสุดติ่งขนาดนี้

แล้วก็อยากจะสารภาพบาป ว่าเคยตั้งใจไว้ตั้งแต่เรื่องยังไม่ออนแอร์ด้วยซ้ำ ว่าจะเอา “Start-Up” มาเม้าท์มอย แต่อย่างที่บอกว่าตามดูไม่ทัน ซีรีส์ใหม่น่าดูถูกปล่อยออกมาเป็นว่าเล่น ก็เลยตัดใจตัดเรื่องนี้ออกจากลิสต์ แต่…ถ้าซีรีส์เขาดีจริง คนอื่นก็ต้องคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพจอื่นเว็บอื่นสปอยล์กันรัว ๆ เอ้อ! กลับดูก็ดู

ภาพจาก tvN

แล้วก็ตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่กลับมาดู เพราะไม่ได้เจอซีรีส์ที่สุดโต่งเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันแบบนี้มานานแล้ว ซีนเศร้าคือเศร้ามาก สะอึกสะอื้นปาดน้ำตาตาม ส่วนซีนตลกก็ขำจนท้องเกร็ง แทบไม่เชื่อสายตาว่า “นัมจูฮยอก” คน (งาน) ดีศรีเกาหลีของเราจะลบภาพท่านเทพฮาแบ็คสุดหล่อออกซะหมดเกลี้ยง เกลี้ยงแบบไม่เหลือเค้าเท่ ๆ อีกเลย กลายเป็นคนเด๋อด๋า ไร้รสนิยม ไม่มีเซนส์ขั้นรุนแรง (แต่ก็ยังหล่อและน่ารักเหมือนเดิม)

“Start-Up” เรื่องราวของโลกธุรกิจ และความทันสมัยของเทคโนโลยี ที่นับวันก็มีแต่เรื่องที่เป็นไปได้ยาก (แต่เป็นไปได้) เพิ่มมากขึ้นทุกที อยู่ที่ใครจะมีศักยภาพด้านไหนที่จะบริหารมันออกมาให้ดี นั่นแปลว่า การทำธุรกิจไม่ใช่ว่ามีแค่แรงมุ่งมั่นแล้วมันจะพอ มันต้องมีความสามารถ ต้องวางแผนได้ บริหารเป็น ที่สำคัญคือ ต้องมีเงิน!!! ถึงจะเริ่มต้นเป็นชิ้นเป็นอันได้ และด้วยทุกอย่างเป็นการลงทุน ไม่ใช่การกุศล มันต้องมีสิ่งตอบแทน

จะบอกว่า Start-Up เป็นการเล่าเรื่องที่ถ่ายทอดทุกอย่างออกมาได้อย่างผสมกลมกลืนมากก็คงไม่เวอร์เกินไป ทุกประเด็นมันดูลงตัวและโยงเข้าหากันหมด ครบรสทั้งดราม่า โรแมนติก การทำธุรกิจ งานบริหาร ความสัมพันธ์ ทำให้ทุกอย่างดูสนุกแล้วก็น่าติดตามต่อ ว่าคนที่มีฝัน มีไฟ และมีความสามารถเฉพาะตัว คนธรรมดาที่ไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่าง มีบ้งมีพังเป็นธรรมดา พวกเขาจึงต้องการทีมงานที่มีความสามารถแบบที่เขาไม่มีมาเติมเต็ม นี่แหละ การทำงานเป็นทีม

ภาพจาก tvN

เริ่มด้วยการโกหก ก็มักจะจบไม่ค่อยสวย

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของ Start-Up เกิดขึ้นเพราะ “การโกหก” จริง ๆ การโกหกบางครั้งมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น เพราะคนที่โกหกด้วยเจตนาดีมันก็มี ผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ เพื่อปกป้องความรู้สึกของคนคนหนึ่ง การโกหกก็เลยดูน่าพิสมัยขึ้นมาหน่อยนึง แต่โกหกก็คือโกหกล่ะนะ ต่อให้เราพยายามจะหาข้ออ้างสวยหรูมาอธิบาย มันก็ดูดีได้แค่ชั่วคราว เพราะในท้ายที่สุดคนก็เริ่มเชื่อไม่ลง ว่านี่เรื่องจริงหรือโกหก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลย การโกหกมันเหมือนมีตราบาปในตัวเอง ร้อยทั้งร้อย จุดจบของคนโกหก ไม่ว่าจะเจตนาดีหรือร้ายคือการแพ้ภัยตัวเอง ลองนึกดูว่าการที่เราต้องแต่เรื่องอะไรสักเรื่องขึ้นมา ผ่านไป 1 วันเราอาจจะยังจำมันได้ แต่ถ้าเป็น 1 สัปดาห์ 1 เดือน 1 ปี 10 ปี เรื่องแต่งก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนแต่งเรื่องเหมือนกัน แล้วสักวันหนึ่ง ก็จะหลุดโป๊ะแตกออกมาเพราะตัวเอง

ภาพจาก tvN

เรื่องนี้น่าเห็นใจพ่อพระเอกของเราซะจริง ๆ จากการโกหกที่ยาวนานถึง 15 ปี โดยตัวเองไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย มีแค่ชื่อเท่านั้นที่เข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครเกี่ยวข้อง กลับกลายเป็นต้องกระโดดลงสนามมาเองอย่างเต็มตัว ตัดภาพไปตอนแรกที่บอกว่าพระเอกของเรานางก็เด๋อ ๆ ด๋า ๆ โกหกทีจะรอดแหล่ไม่รอดแหล่ ต้องอาศัยความช่วยเหลือเป็นประจำ ถึงแบบนั้นเรื่องโกหกก็ไม่มีวันจะอยู่ยั่งยืนอยู่ดี โป๊ะแตก โดนจับได้ตามระเบียบ

ทีนี้ไม่รู้ว่านางเอกนางจะเอาไงต่อกับคนโกหก (แต่ก็พระเอกนางเอกอะเนอะ) ตัดภาพมาที่ความจริง ถ้าเราจับได้ว่าเพื่อนโกหกเราอยู่ และบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องโกหก มันยิ่งตอกย้ำว่าเราโง่ เชื่อได้แม้กระทั่งเรื่องลวงโลก นั่นแหละ ไม่มีใครในโลกที่จะรู้สึกสนิทใจกับคนที่เคยโกหกได้แบบเต็มพิกัดจริงไม่ ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไร แต่หัวใจข้างในมันหมดศรัทธาไปแล้ว มันไม่เหมือเดิมแล้ว

ทุกการเริ่มต้น ล้วนต้องล้มลุกคลุกคลาน

เนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องของคนธรรมดาที่มีความฝัน “อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” กว่าจะลุกขึ้นยืนได้อย่างแข็งแรงและมั่นคง ต้องล้มแล้วล้มอีกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ปัญหาสำคัญ ๆ ของคนธรรมดาที่อยากจะเริ่มต้นก็คงหนีไม่พ้นปัญหาการไม่มีทุน การเงินขาดสภาพคล่อง ทะเลาะเบาะแว้ง แม้กระทั่งคนที่เรารัก “ไม่ยอมเชื่อใจ” มันก็เป็นปัญหาที่บั่นทอนกำลังใจไปไม่น้อยเลย

ภาพจาก tvN

ทุกความสำเร็จล้วนแลกมาด้วยความเจ็บปวด ภายใต้จิตใจมุ่งมั่นที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น มีแต่ความสับสน ลังเล ไม่แน่ใจ และคิดย้ำวนไปมาว่าเราคิดถูกหรือเปล่ากลับหลังหันตอนนี้ทันไหม แต่บางคนก็มาไกลเกินจะถอยร่นไปจุดเริ่มต้น ก็ได้แต่กัดฟันแแล้วไปต่อ ดีก็ดีไป ถ้าแย่ก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาหน้างาน ถ้ายังไม่ยอมแพ้ไปก่อน ก็ต้องเจ็บหนัก ๆ แบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ที่จริงก็พอจะรู้ตอนจบนะว่า 80 เปอร์เซ็นต์ต้อง Happy Ending แน่ ๆ แต่อย่างว่า ซีรีส์เกาหลีนี่คาดการณ์อะไรไม่ได้เลย เกมพลิกได้ตลอด เกิดจบหักมุมขึ้นมาก็หมาเลยทีนี้ แต่ยังไงก็ตาม ใครที่ยังลังเลที่จะลงมือทำอะไรก็ตามที่อยากทำ เลิกคิดเยอะ ถ้าคุณไม่เริ่ม คุณก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณจะแพ้หรือจะชนะในเกมนี้ ถ้าใจคุณยังสู้ ร่างกายคุณยังไหว ก็ลองมันซักตั้งเนอะ

คนที่ทำร้ายเราได้เจ็บที่สุด คือ คนในครอบครัว

บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปของพี่น้องอะนะ ความดราม่าของเรื่อง 99.99 เปอร์เซ็นต์ เริ่มที่ครอบครัว เด็กคนหนึ่งเริ่มจากศูนย์เพราะเป็นเด็กกำพร้า อาศัยที่ว่ามีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจดี

เด็กผู้หญิง 2 คนคือพี่น้องที่บ้านแตกเพราะปัญหาการเงินในครอบครัว พ่อแม่แยกทาง ลูก 2 คนก็แยกจากกัน แรก ๆ เด็ก 2 คนก็ยังเป็นพี่น้องที่รักกันดี แต่ต่อมาก็แทบจะตัดขาดกันเพราะ “เงิน” ทั้งคู่มีหัวด้านธุรกิจ คนพี่ได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่าเพราะอยู่กับแม่ ส่วนชีวิตคนน้องลุ่ม ๆ ดอน ๆ เกือบจะดี แต่พ่อก็มาด่วนจากไป เพราะความพยายามในการเริ่มธุรกิจ

ภาพจาก tvN

ส่วนเด็กอีกคนก็เป็นเด็กเก่งแต่เด็ก อัจฉริยะด้านวิชาการโดยเฉพาะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่ความมั่นใจหายหมดเกลี้ยง เพราะนอกจากทักษะในการคิดค้น เขาไม่มีทักษะในการวางแผนหรือทำธุรกิจอะไรเลย พ่อแม่สนับสนุน แต่ก็คาดหวังสิ่งที่เกินตัวลูก มักจะบั่นทอนกำลังใจลูกได้บ่อย ๆ แต่ยังถือว่าดี เพราะดูเป็นครอบครัวที่มีแนวโน้มจะดีที่สุดแล้ว

ตัวละครหลักทุกตัวมีปมในเรื่องของครอบครัว พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เพื่อความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่ เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อพิสูจน์ตนเอง และเพื่อเอาชนะคำดูถูกที่มาจากคนในครอบครัว ซึ่งมันไม่ง่าย ไม่ง่ายเลยจริง ๆ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นแค่ส่วนผสมของน้ำจิ้มเท่านั้น ไม่อยากที่จะสปอยล์อะไรมากจริง ๆ เพราะเรื่องนี้สนุกมาก ไม่แปลกใจที่จะมีรีวิวตกคนไปดูเยอะแยะ (นี่เลยอยากทำบ้าง) เตรียมน้ำตากับเตรียมคอเอาไว้ให้ดีละกัน บทจะฮาคือฮาน้ำตาแตก ซีรีส์ออนแอร์ไป 4 ตอนแล้ว ตอนที่ 5 ติดตามได้คืนนี้ ซับภาษาไทยไปดูแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ใน Netflix แล้วก็มาเอาใจช่วยอุปสรรคชีวิตของทุกตัวละครกันว่าพวกเขาจะฝ่าด่านมันไปยังไง หลังจากที่ดูตอนล่าสุดแล้ว ขอยืนยันคำเดิม ว่ามันไม่ง่าย ไม่ง่ายจริง ๆ TT