5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเราล้มละลายทางการเงินได้

บทความนี้แปลมาจากบทความภาษาอังกฤษของ Investopedia.com ที่ได้นำเอาสถิติการถูกฟ้องล้มละลายของบุคคลธรรมดา ที่เพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ มาแจกแจงเป็นข้อ ๆ ว่าที่คนเหล่านั้นต้องถูกสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ฟ้องร้องจนล้มละลายนั้นเป็นเพราะเหตุใดใน 5 อันดับแรก ซึ่งล้วนแล้วเป็นสาเหตุกับที่ใกล้เคียงกับในเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีจำนวนคนที่กลายเป็นบุคคลล้มละลายเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่า 5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเรากลายเป็นบุคคลล้มละลายได้นั้นมาจากอะไรบ้าง

าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล 

การศึกษาสถิติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ระบุเอาไว้ว่า สาเหตุข้อแรกของการเข้าสู่สถานะบุคคลล้มละลาย 62 เปอร์เซ็นต์ คือ ค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงประกันสุขภาพที่ครอบคลุมโรคที่ต้องมีการรักษาต่อเนื่องยาวนาน หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุที่ต้องใช้เวลาในการรักษาตัว

สำหรับในเมืองไทยนั้น การรักษาพยาบาลที่เข้าถึงประชากรที่ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้นั้นนับว่าเป็นการช่วยเหลือทางหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วหากการรักษานั้นยังต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนาน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องจ่าย เมื่อไม่มีก็จะต้องเกิดการกู้ยืม หรือใช้เงินในอนาคต ทำให้เกิดหนี้ที่ไม่มีวันใช้ได้หมด สุดท้ายแล้ว ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล ที่พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ก็สามารถทำให้คนหนึ่งคนกลายเป็นบุคคลล้มละลายได้เช่นกัน

ตกงานหรือถูกให้ออกจากงาน 

ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับเด็กจบใหม่ ส่วนคนที่เคยมีงานทำก็จะถูกจ้างให้ออก เลวร้ายที่สุดคือบริษัทยุติการดำเนินการ ทำให้ว่างงานโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อว่างงาน ก็หมายถึงรายได้หดหาย แต่ค่าใช้จ่ายยังวิ่งต่อ หากยังมีหนี้บ้านที่ต้องผ่อน หนี้รถที่ต้องส่ง ไม่รวมบัตรเครดิต ที่มียอดใช้จ่ายแบบทบต้นทบดอก เมื่อคุณว่างงานก็เท่ากับว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เท่ากับว่าคุณจะไม่มีกำลังส่งหนี้ของตนเอง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

ดังนั้นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาทคือเรื่องที่ดีที่สุด สร้างวินัยให้กับตนเองด้วยการเก็บเงินสำหรับสภาวะที่ฉุกเฉิน อย่างน้อย 6 เดือนให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแม้ว่าคุณจะว่างงานเป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำเลย เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ยังไม่มีอะไรที่วางใจหรือไว้ใจได้ ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนจะเป็นการดีสุด

ไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายบัตรเครดิตของตนเองได้ 

เวลาที่ใช้ประโยคว่า “ของมันต้องมี” คงต้องนึกถึงตัวเลขหนี้ในบัตรเครดิตของตนเองด้วย เพราะหลายคนเมื่อใช้บัตรเครดิตแล้วก็รูดกันสนุกมือ และบางครั้งก็ไม่คำนึงว่านี่คือการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ ยิ่งเอามาใช้แล้วไม่จ่ายคืนเต็มอัตรา ก็เท่ากับว่าเงินที่คุณใช้ไปนั้นทบต้นทบดอก หลายคนมารู้ตัวอีกทีมีหนี้หลายแสนแล้ว และทำได้เพียงแค่ชำระขั้นต่ำสุดท้ายกลายเป็นว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ หยุดจ่ายไปเฉย ๆ ส่งผลให้กลายเป็นหนี้เสีย สถาบันการเงินก็สามารถฟ้องให้คุณเป็นบุคคลล้มละลายได้

อย่าลืมว่าการใช้บัตรเครดิตซื้อของแต่ละครั้ง ก็เปรียบเสมือนคุณซื้อรถซื้อบ้าน เป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่คุณยืมสถาบันการเงินมาใช้ก่อน คุณต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้เขา หากไม่คืนก็จะถูกดำเนินดคีทางกฎหมาย และแน่นอนว่าส่งผลไม่ดีต่อสถานทางการเงินในอนาคตของคุณ

การหย่าร้างหรือค่าเลี้ยงดูบุตร 

ถ้าติดตามข่าวบันเทิงต่างประเทศจะเห็นว่า เวลาที่นักแสดงชื่อดังหย่าร้างนั้นต้องเสียเงินค่าเลี้ยงดูจำนวนไม่น้อยให้กับอีกฝ่าย เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเห็นนักในเมืองไทย เพราะต้องเป็นเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ส่วนใหญ่จะมีการไกล่เกลี่ย และเจรจาตัวเลขที่เป็นที่พึงใจของทั้งสองฝ่าย แต่ในต่างประเทศทนายที่ทำคดีครอบครัวแบบนี้ ได้รับผลตอบแทนดีจากการฟ้องหย่า จึงเป็นเรื่องที่สู้เรื่องตัวเลขกันสุดฤทธิ์ ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้

ดังนั้นหากคิดจะมีครอบครัวจึงควรคิดให้ถี่ถ้วนก่อนว่า คุณเจอคนที่ใช่หรือยัง หรือว่าแต่งงานเพื่อแก้เหงา เพราะเวลาที่ต้องเลิกกันแล้วหย่าร้างกันไปนั้น ไม่ว่าจะเสียเงินจนล้มละลาย หรือสามารถไกล่เกลี่ยได้ สุดท้ายแล้วก็ไม่แคล้วทำร้ายจิตใจของทั้งสองฝ่ายอยู่ดี

เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

หลายคนคงได้เห็นข้อนี้ในปีนี้ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิด หลายคนตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว หลายคนอยู่ในบริษัทใหญ่ ดันถูกพิษของสถานการณ์ให้กลายเป็นคนว่างงานชนิดข้ามคืน นี่คือเหตุการณ์ที่หลายคนไม่คาดคิด รวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือแม้แต่การดำเนินงานของกิจการที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง

และเรื่องแบบนี้ต้องป้องกันไว้ก่อนเช่นเดียวกับในข้อสอง คือ พยายามเก็บเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คุณจะยังพอมีเงินสำรองที่ประคองให้ว่ายน้ำต่อได้ ไม่ถึงกับต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย