ไทย เตรียมใช้วัคซีน COVID-19 แต่…ปลอดภัยจริงหรือ?

ถ้าจะบอกว่าขณะนี้ความหวังของคนทั้งโลกเกี่ยวกับ COVID-19 นั้นไม่ได้คาดหวังให้โรคนี้หายไปในเร็ววัน เพราะดูแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็ค่อนข้างชัดเจนว่ายังยาก ชาวโลกจึงหันไปรอที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า “วัคซีน”

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน คนไทยได้รับข่าวดีว่าประเทศไทยนั้นมีโอกาสที่จะได้รับวัคซีน COVID-19 เป็นลำดับต้น ๆ ของโลก เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในการผลิตและจัดสรรวัคซีน COVID-19 กับบริษัท AstraZeneca ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ของอังกฤษเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 เป็นประเทศแรก ๆ ของโลก ผ่านการประสานงานจากเอสซีจี (SCG) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมานาน

การที่บริษัท AstraZeneca และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิต เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านการสาธารณสุข เหมาะเป็นแหล่งผลิตวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน ให้ไทยเราได้สิทธิการจัดจำหน่ายวัคซีนให้กับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน โดยจะใช้โรงงานของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นแหล่งผลิตวัคซีน

โดยบริษัท AstraZeneca ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้เลือกฐานการผลิตหลายแห่งทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ “ประเทศไทย” ทำให้เมื่อการทดสอบวัคซีนประสบความสำเร็จจนสามารถผลิตออกมาใช้ได้จริง บ้านเราจะเป็นที่แรก ๆ ในโลกที่จะได้ใช้วัคซีนนี้ก่อนใคร แต่…อย่าทำเป็นเล่นกับ “วัคซีน” เพราะถ้าวัคซีนไม่อันตราย ประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลกก็คงไม่ต้องเสียเวลาทดสอบกันยาวนานและเคร่งเครียดขนาดนี้ (ปกติกว่าจะได้วัคซีนป้องกันโรคสักตัว ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ทดสอบไม่ต่ำกว่า 5 ปี วัคซีนบางตัวใช้เวลาพัฒนาเป็นสิบปี)

เกิดอะไรขึ้นกับวัคซีนของ AstraZeneca และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

วัคซีน COVID-19 ที่บริษัท AstraZeneca ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ของอังกฤษ ขณะนี้กำลังทดสอบในเฟส 3 ก่อนเตรียมผลิตจริง แต่ข้อมูลที่ออกมาล่าสุด อาจจะกลายเป็นเรื่องดับฝันของคนไทยรวมถึงชาวโลกหลายคนก็เป็นได้ เพราะช่วงกลางดึกวันที่ 21 ต.ค. 63 มีรายงานว่าอาสาสมัครชาวบราซิลที่เข้าร่วมโครงการทดสอบวัคซีน COVID-19 ของบริษัท AstraZeneca กับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เสียชีวิตลง

เพราะตอนนี้คนทั้งโลกต่างฝากชีวิตก่อนที่จะป่วยเป็น COVID-19 กันหมดไว้ที่บริษัทที่วิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 เพราะต้องการให้โลกนี้มีวัคซีนสำหรับหยุด COVID-19 ให้ได้เร็วที่สุด จึงต้องเร่งมือกันพัฒนา วิจัย และทดสอบ เพื่อรับประกันชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่เตรียมจะได้รับวัคซีนตัวจริงหลังจากนี้ แต่เมื่อการวิจัยวัคซีน COVID-19 ต้องลัดและเร่งหลายขั้นตอน ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจึงมีอยู่สูงทีเดียว

การทดสอบวัคซีนของบริษัท AstraZeneca และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ที่กำลังมีปัญหานี้ เป็นการทดสอบในเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นเฟสสุดท้าย หลังจากที่ผ่านการทดสอบในเฟสที่ 1 และ 2 เพื่อดูความปลอดภัยที่จะนำมาใช้กับสิ่งมีชีวิตแล้ว โดยข้อมูลการวิจัยของบริษัท AstraZeneca และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดนั้น ถือว่าได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานสูง เนื่องจากการวิจัยได้แบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน

อาสาสมัคร 2 กลุ่มที่ว่านี้ กลุ่มแรกจะเป็นอาสาสมัครที่ฉีดวัคซีน COVID-19 ที่กำลังเตรียมผลิตจริง ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่ฉีดวัคซีนควบคุม คนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนหลอก (Double Blinded Placebo Control Trial) โดยวัคซีนที่ใช้ฉีดไม่ใช่วัคซีน COVID-19 แต่เป็นวัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย และใช้ฉีดป้องกันโรคมาแล้วทั่วโลกเป็นเวลานานหลายปี

จะทำอย่างไรดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ประเด็นที่ยังเป็นที่กังขาสำหรับเหตุการณ์นี้ก็คือ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าชายชาวบราซิลผู้นี้ถูกฉีดวัคซีนในกลุ่มใด เป็นวัคซีน COVID-19 จริง ๆ หรือเป็นวัคซีนหลอก เนื่องจากข้อมูลในส่วนนี้ถือเป็นความลับของการวิจัย เพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกในกลุ่มอาสาสมัครและนักวิจัยผู้พัฒนาวัคซีน

ทั้งนี้ทางการบราซิลไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตรายนี้ นอกจากเป็นชายชาวบราซิลวัย 28 ปี จากเมืองริโอ เดอ จาเนโร แถลงข่าวโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของบราซิล ที่เมืองเซาเปาโล และมหาวิทยาลัยเซาเปาโลที่ร่วมวิจัย แต่คณะกรรมการอิสระแนะนำให้เดินหน้าวิจัยวัคซีนต่อไปก่อน เพราะทุกอย่างยังดูปกติดี และยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพราะวัคซีน COVID-19

เนื่องจากการทดลองในเฟสสามนี้ มีอาสาสมัครหลายหมื่นคนทั่วโลกเข้าร่วมการทดสอบ เฉพาะแค่ในบราซิล ก็มีผู้เข้าร่วมทดลองแล้วถึง 8,000 คนจากเป้าหมายจำนวน 10,000 คน ฉีดเข็มแรกไปหมดแล้วทั้ง 8,000 คนใน 6 เมือง และบางคนก็ได้รับเข็มสองแล้วด้วย ก็ยังไม่มีรายงานอันตรายใด ๆ เพิ่มเติม

แต่เรื่องนี้กำลังจะได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการอิสระภายนอกอีกครั้ง ด้วยก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน วัคซีนตัวนี้เคยถูกระงับการทดสอบชั่วคราวมาแล้ว เพราะพบผลข้างเคียงรุนแรงกับอาสาสมัครที่เข้ารับการทดสอบ เกี่ยวกับระบบประสาทไขสันหลังอักเสบ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน หน่วยงานควบคุมการทดลองของอังกฤษ (UK Regulator) (Medicines Health Regulatory Authority : MHRA) ก็อนุญาตให้ดำเนินการทดลองวัคซีนต่อไปได้ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ พบว่าไขสันหลังอักเสบเป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับวัคซีน

แต่ครั้งนี้ อาสาสมัครไม่เพียงแต่ได้รับผลข้างเคียง แต่เป็น “การเสียชีวิต” จึงจำเป็นต้องพิสูจน์และตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หากชายผู้นี้เป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ก็จะไม่กระทบในการวิจัย และสามารถเดินหน้าวิจัยต่อไปได้ แต่ถ้าชายผู้นี้ดันอยู่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน COVID-19 จริง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบกับคนทั่วโลก และประเทศไทยด้วย จึงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากการตรวจสอบอีกที ว่าชายผู้นี้เสียชีวิตจากวัคซีนหรือจากปัจจัยอื่น

เราจึงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าจากนี้ทิศทางของการผลิตวัคซีน COVID-19 เจ้าอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร ถึงกระนั้น วัคซีนนี้ยังอยู่ในขั้นทดสอบความปลอดภัย หากมองในแง่ดี เหตุการณ์นี้จะช่วยให้รู้ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ก่อนที่จะนำมาใช้จริงกับคนทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนา เพราะวัคซีนของบริษัท AstraZeneca กับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดนั้น เป็นวัคซีนไม่กี่เจ้าที่ลั่นวาจาว่าจะวิจัยทดลองโดยไม่หวังผลกำไร

ดังนั้นแล้ว ถ้าเราอยากใช้ของดี ของที่ปลอดภัยจริง ๆ เราก็ควรที่จะต้องรอในขั้นตอนการทดสอบเพื่อให้มั่นใจจริง ๆ ว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยที่จะนำมาใช้ป้องกันโรค ไม่ได้มาเป็นสาเหตุของโรค

***อัปเดตเพิ่มเติม***

จากการตรวจสอบ ชายชาวบราซิลวัย 28 ปี ที่เสียชีวิตจากการเป็นอาสาสมัครทดลองวัคซีน AstraZeneca+มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เป็นแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย COVID-19 และเสียชีวิตเพราะป่วยเป็น COVID-19 ไม่ใช่เพราะตัววัคซีน COVID-19 ที่กำลังทดสอบในเฟสที่ 3 เนื่องจากแพทย์ผู้นี้ได้รับวัคซีนตัวหลอกของการทดสอบ (ข้อมูล Jornal Nacional)

ข้อมูลจาก NIKKEI ASIA, Reuters