Home Work & Living Living เมื่อสมองสับสน จึงเกิดอาการ “เมารถ”

เมื่อสมองสับสน จึงเกิดอาการ “เมารถ”

อาการเมารถ เวลาโดยสารยานพาหนะต่าง ๆ นั้น เป็นอาการที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ถ้าเกิดขึ้นกับใครแล้ว จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน จนทำให้การเดินทางหมดสนุกลงได้

ทำไมเราถึงเมารถ?

อาการเมารถ หรือที่เรียกว่า Motion sickness เกิดขึ้นจากที่สมองสับสนเนื่องจากประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวระหว่างหูชั้นในกับสายตาทำงานไม่สัมพันธ์กัน จึงทำให้เกิดอาการเมารถ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนนั่งรถ นั่งเรือ หรือเครื่องบินเท่านั้น แม้กระทั่งอยู่เฉย ๆ  แต่เห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งใดก็สามารถทำให้เมารถได้เช่นกัน ซึ่งหูชั้นในนอกจากทำหน้าที่ตรวจจับเสียงแล้ว ก็ยังช่วยให้เราสามารถทรงตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเป็นปกติด้วย

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานด้วยว่า ระดับ “เซโรโทนิน” ซึ่งเป็นสารเคมีที่สำคัญในสมอง มีผลต่ออาการเมารถ รวมถึงไมเกรนด้วยเช่นกัน หากในร่างกายมีระดับเซโรโทนินในระดับที่ต่ำเกินไป

เซโรโทนินคือสารสื่อประสาทที่ช่วยถ่ายทอดสัญญาณต่าง ๆ หรือข้อมูลของเซลล์สมองจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง จึงมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจด้วยนั่นเอง

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเมารถ?

นอกจากผู้ที่มีประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวเร็วจะเสี่ยงต่ออาการเมารถแล้ว ผู้ป่วยไมเกรน, เด็กอายุ 2-12 ปี, หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ, ยารักษาโรคหืด, ยาต้านอาการซึมเศร้า, ยาแก้ปวดไอบูโพรเฟน ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมารถด้วยเช่นกัน

วิธีบรรเทาอาการเมารถ

  • มองไปที่ไกล ๆ หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ เล่นมือถือ
  • เมื่อต้องโดยสารยานพาหนะ ให้นั่งแถวหน้าสุดเวลาขึ้นรถ หรือนั่งตรงกลางลำในกรณีที่นั่งเรือหรือเครื่องบิน และหากเป็นรถโดยสารหรือเรือโดยสาร 2 ชั้นให้นั่งชั้นล่างสุด
  • ใส่แว่นกันแดดหรือหลับตา และหลีกเลี่ยงการจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวได้

ยาแก้เมารถช่วยได้!

ในกรณีที่เมารถเป็นประจำ อาจแก้ด้วยการใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน และแผ่นแปะพลาสเตอร์แก้เมารถ แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือปฏิบัติตามฉลากยาอย่างเคร่งครัด

ยาต้านฮิสตามีน ช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการเมารถ อาทิ ยาไซไคลซีน ยาไดเมนไฮดริเนต ยาโปรเมทาซีน เป็นต้น โดยให้กินยาก่อนออกเดินทาง 30 นาที ซึ่งยาเหล่านี้อาจส่งผลข้างเคียงทำให้รู้สึกง่วงนอนได้

ยาสโคโปลามีน ตัวยาจะอยู่ในรูปของพลาสเตอร์สำหรับแปะลงบนผิวหนัง โดยให้แปะไว้ด้านหลังใบหูก่อนเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง

ข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี / พบแพทย์ / healthline.com