คำว่า “วงใน” ไม่เคยมีอยู่จริง

ปลายสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้นั่งกินข้าวนั่งคุยกับคุณอดิสรณ์ พึ่งยา (AKA @jackie14AP) และคุณสยามพงษ์ ผลมาก (AKA @bee_lamsing) ทั้งสองท่านเรียกได้ว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระดับเซเลบริตี้ ในทวิตเตอร์เลยทีเดียว ค่าที่ว่ามียอดผู้ตามจำนวนมาก เวลาโพสต์ รีทวีต หรือกดไลก์ ล้วนแต่ทำให้เกิด Engagement ได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันท่านสองท่านก็ผ่านประสบการณ์ “ทัวร์ลง” มานับครั้งไม่ถ้วน (ฮา)

หัวข้อในการพูดคุยระหว่างรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นหนีไม่พ้นข่าวสารในแวดวงกีฬา แต่ทั้งสองท่านก็มีเสียงบ่นอย่างท้อใจกับการเสพข่าวจากโซเชียลในปัจจุบัน ที่ผู้คนเลือกที่จะเชื่อ ข่าวจากเพจ ที่ไม่มีที่มาที่ไปของแหล่งข่าว เอาภาพเอาเนื้อหาจากสำนักข่าวมาปรุงแต่งอีกที แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือเพจเถื่อนเหล่านั้นดัน Copy & Paste ข่าวจากสำนักข่าวไปลงแล้วทะลึ่งทำเหมือนตัวเองเป็นคนเขียนข่าวเอง

หรือบางเพจ ก็ใช้ google translate กันหน้าตาเฉย แล้วใส่สีใส่ไข่ลงไป หรืองับข่าวปลอมอย่างรวดเร็วเพื่อเอามาเผยแพร่ ขณะที่คนอ่าน คนฟอลโล่ต่างก็พากันเชื่ออย่างสนิทใจ จนทำให้ยุคสมัยนี้ผู้คนสับสนกันระหว่างข่าวจริงและข่าวลวง

หลังจากการพูดคุยในวันนั้น ก็มีโอกาสได้อ่านข่าวที่นำเอารายงานของ MIT สถาบันการศึกษาและวิจัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในหัวข้อที่เกี่ยวกับ “การเดินทางของข่าวปลอม ที่เดินทางได้รวดเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่าในทวิตเตอร์” นั่นเท่ากับว่าเมื่อมีข่าวลวงถูกปล่อยออกมา บรรดาสมาชิกนกสีฟ้าก็พร้อมจะเข้าร่วม ด้วยการรีทวีต กดไลก์ หรือ Quote Tweet ด้วยความเร็วที่นำหน้าข่าวจริงไปแล้วถึง 6 เท่า

ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือคำถามที่จะถามกลับคุณว่า “ทุกวันนี้คุณเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่านจากโซเชียลมีเดียใช่ไหม คุณได้ตรวจสอบเนื้อหาก่อนที่จะเผยแพร่ไปในแพลตฟอร์มอื่นของโซเชียลมีเดียหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ใช่คุณเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่านจากโซเชียลมีเดีย และ ไม่ คือไม่เคยตรวจสอบเนื้อหาก่อนแชร์เลย คำตอบอยู่ตรงนี้แล้วว่าทำไมข่าวปลอมถึงเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่าเพราะคุณมีส่วนในการปั่นให้ข่าวลวงแพร่กระจายจนทำให้ผู้คนเข้าใจผิด

โดยการศึกษาของ MIT พบว่า แพลตฟอร์มในโซเชียลมีเดีย เอื้อต่อการกระจายข่าวปลอม เพราะข่าวจริงที่ส่วนใหญ่มาจากสำนักข่าวจะถูกปิดกั้นการมองเห็นมากกว่า แอคเคาท์ผู้ใช้งานทั่วไปทำให้ข่าวปลอมที่มาจากแอคเคาท์ผู้ใช้งานทั่วไป หรือข่าวปลอมที่มาจากอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายจะปรากฏให้ผู้ใช้งานได้เห็นบ่อยกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่าข่าวจริง ขณะเดียวกันเครื่องมือที่เรียกว่า อัลกอริธึ่ม จะเป็นตัวที่คัดกรองให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ได้เห็นเฉพาะสิ่งที่พวกเขาชอบ โดยอัลกอริธึ่ม จะจดจำว่า Content แบบไหนที่คุณเข้าไปดูบ่อย ๆ คุณคุยหรือแสดงความคิดเห็นกับใครอยู่เป็นประจำ นั่นเพราะร่องรอยการใช้งานของคุณในโซเชียลมีเดียนั้นจะปรากฏอยู่ในระบบตลอดเวลา

จากการศึกษายังพบว่า ข่าวปลอมเกี่ยวกับการเมือง นอกจากจะถูกเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังกระจายไปยังคนอีกหลายกลุ่มแม้ไม่ได้ Follow กันก็ตาม เหนืออื่นใด ข่าวปลอมทางการเมืองยังกลายเป็น “Viral” ได้ง่ายกว่าข่าวอื่นใด และไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป หรือการใช้ Bots (โปรแกรมหรือหุ่นยนต์ในการส่งข้อความเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เป็นจำนวนมาก) ล้วนแล้วแต่เป็นการส่งต่อข่าวปลอมมากกว่าข่าวจริง

ในรายงานการศึกษาของ MIT นั้นไม่ได้ระบุวิธีแก้ไขปัญหาข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าเอาง่ายสุดสำหรับเราท่านที่ยังใช้งานโซเชียลมีเดียอยู่ ก็ขอให้ระมัดระวังตัวเองในการแชร์เนื้อหา หรือแชร์ข่าวที่ไม่สามารถบ่งบอกที่มาได้ เพราะโซเชียลมีเดีย เป็นสังคมคู่ขนานที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเหมือนกับโลกของความจริง สิ่งที่เรียกว่าเนื้อหา หรือเรียกว่าข่าวนั้น ยิ่งต้องเป็นเรื่องพิจารณา คำว่า “วงใน” ไม่เคยมีอยู่จริง เพราะท้ายที่สุด คุณเป็นได้เพียง “ม้าใช้” ของโซเชียลมีเดีย และเป็นคนที่ทำให้ข่าวปลอมวิ่งเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า…แค่นั้นเอง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

ข้อมูลประกอบจาก wionews.com