จากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ภาพรวมในปี พ.ศ. 2561 โดย WHO พบว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีประมาณการผู้เสียชีวิต 32.7 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน หรือมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 22,491 คน (60 คนต่อวัน)
แม้สถานการณ์การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในภาพรวม มีสถิติผู้เสียชีวิตลดลงจากประมาณการครั้งที่ผ่านมาขององค์การอนามัยโลก แต่ประเทศไทยก็ยังคงเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดอันดับ 1 ในเอเชียและในภูมิภาคอาเซียน โดยสัดส่วนผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเป็นผู้เสียชีวิตที่เกิดจากรถจักรยานยนต์มากที่สุด สูงถึง 74.4 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งถ้าหากคิดสัดส่วนต่อจำนวนประชากรของประเทศแล้ว ผู้เสียชีวิตที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยจะสูงเป็นลำดับ 1 ของโลก จากสถิติการจดทะเบียนยานพาหนะของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 พบว่าในปัจจุบันรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านคันเป็น 21.13 ล้านคัน ทำให้รถจักรยานยนต์มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 53.96 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรถจดทะเบียนสะสมประเภทอื่นตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
สถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย
จะเห็นได้ว่าสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนในบ้านเรานั้งยังคงสูง จากข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนสะสมในปี 2563 (ข้อมูลวันที่ 25 สิงหาคม 2563) มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 9,562 ราย บาดเจ็บกว่า 609,634 ราย และในช่วงหลัง ๆ มา เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์กำลังสูง (Superbike) หรือที่เราติดปากเรียกว่าบิ๊กไบค์ (Bigbike) ก็เกิดอุบัติบ่อยครั้งขึ้นเช่นกัน ซึ่งท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยความสูญเสีย ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่าจะมีวิธีใดที่ทำให้อุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ลดลง และมีมาตรการควบคุมการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากผู้ขับขี่
สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Superbike) หรือที่เรามักเรียกกันว่าบิ๊กไบค์ (Bigbike) นั้น คือรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซีขึ้นไป เพราะเป็นพาหนะที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ มีสมรรถนะสูง กำลังแรง และน้ำหนักมาก ทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีความรู้ มีทักษะความชำนาญในการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะซูเปอร์ไบค์หรือบิ๊กไบค์ ที่ต้องมีประสบการณ์การใช้งานมาก่อน
กฎหมายใหม่ว่าด้วยใบขับขี่บิ๊กไบค์
18 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบที่จะร่างกฎกระทรวงเรื่องการขอและออกใบอนุญาตขับรถและการต่ออายุใบอนุญาตขับรถขึ้นใหม่ อันเนื่องมาจากปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากผู้ขับขี่ จึงสมควรที่จะแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถปี พ.ศ.2548 เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
ซึ่งสาระสำคัญคือความพยายามที่จะปรับปรุงกฎหมายในการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่ มีการยกเลิกกฎกระทรวงที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถปี พ.ศ.2548 เป็นฉบับปรับปรุง ปรับปรุงเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบคำขอรับใบอนุญาตขับรถ ข้อกำหนดเรื่องใบรับรองแพทย์
สำคัญที่สุดคือเรื่องข้อกำหนดเพิ่มเติมของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ที่กำหนดว่า ผู้ที่ประสงค์จะขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูงหรือบิ๊กไบค์ ว่าจะต้องผ่านการอบรมใหม่ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ มีการทดสอบการขับรถเพิ่มเติม ซึ่งจะแตกต่างจากรถจักรยานยนต์ทั่วไป และต้องมีใบรับรองแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีโรคประจำตัวหรือสภาวะของโรคที่อาจเป็นอันตรายขณะขับขี่ประกอบด้วย ตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีเป็นการเพิ่มเติม

แต่เดิม กฎหมายการขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์ไบค์หรือรถเครื่องยนต์ธรรมดาก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่เพราะลักษณะของรถต่างกัน และเพื่อควบคุมอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องแยกใบขับขี่รถจักรยานยนต์กำลังสูง (ซูเปอร์ไบค์) โดยเฉพาะออกจากรถจักรยานยนต์ทั่วไป
จุดประสงค์ของใบขับขี่บิ๊กไบค์
ซึ่งกฎหมายใหม่ที่จะออกใบขับขี่เฉพาะบิ๊กไบค์นี้ มีจุดประสงค์ก็เพื่อควบคุมพฤติกรรมและลดอุบัติเหตุจากการขับขี่บิ๊กไบค์ เพราะนำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากการที่จะออกใบขับขี่บิ๊กไบค์ได้นั้น ผู้ขับขี่จะต้องผ่านการอบรมและผ่านการทดสอบใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังมีข้อบังคับ การลงโทษ และการกำหนดวุฒิภาวะของผู้ขับขี่ด้วย คือเพิ่มอายุของผู้ที่จะมีสิทธิ์ทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ เพื่อลดจำนวนผู้ขับขี่ที่อายุยังน้อย ซึ่งอาจมีประสบการณ์ในการขับขี่ไม่มากพอ
เมื่อกฎหมายเข้มงวดมากขึ้น จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ยังสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน มิให้เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อีกด้วย ซึ่งในขณะนี้กฎกระทรวงฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบแล้ว และอยู่ในระหว่างการร่างขึ้นใหม่ เมื่อแล้วเสร็จ จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับตั้งวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก






























