Drive-in Cinema “จอดรถดูหนัง” New Normal ที่เคยเฟื่องฟูยุค 50

ภาพจาก freepik.com

กระแสการดูหนังแบบ Drive-in Cinema หรือ Drive-in Theater กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในบ้านเรา เมื่อเครือโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ ทั้ง SF และ Major Cineplex ต่างพร้อมใจกันผุดไอเดียดูหนังกลางแจ้งในรถส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับคอหนังในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้นั้น Drive-in Cinema กลับมาบูมได้สักระยะแล้ว ซึ่งถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจโรงหนังทั้งหลาย หลังได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่กินเวลามานานร่วมครึ่งปี

ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้รับอรรถรสจากการดูหนังในรูปแบบที่ไม่คุ้นเคย และได้สัมผัสกับบรรยากาศแปลกใหม่ที่ต่างจากการนั่งดูหนังในโรงภาพยนตร์กลายเป็น New Normal ที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย ทำให้ Drive-in Cinema ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในยุค 50-60 ไม่ต่างอะไรกับแฟชั่นย้อนยุคที่สามารถสร้างความฮือฮาได้อีกครั้งเมื่อกลับมาในห้วงเวลาที่เหมาะสม

จุดเริ่มต้น Drive-in Cinema

แม้ว่าการขับรถไปจอดดูหนังกลางแจ้งจะเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 1910 แล้ว แต่ Richard Hollingshead คือผู้ที่จดสิทธิบัตรโรงภาพยนตร์กลางแจ้งแบบ Drive-in Cinema (Drive-in Theater) อย่างเป็นทางการ ก่อนและเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 มิ.ย.ปี 1933 โดยมีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากการที่แม่ของเขาบ่นว่าที่นั่งในโรงหนังนั่งไม่สบาย เขาจึงคิดค้นโรงหนังแบบ Drive-in Cinema ขึ้นมา

Hollingshead เริ่มทดลองทำโรงหนังกลางแจ้งที่สนามหญ้าหลังบ้าน ด้วยการใช้เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ยี่ห้อ Kodak ปี 1928 มาตั้งบนกระโปรงรถ เพื่อฉายหนังไปยังจอที่ขึงไว้กับต้นไม้หลังบ้าน โดยมีเครื่องเสียงซ่อนไว้ด้านหลัง และทดสอบระบบเสียงด้วยการลดระดับกระจกรถจนได้ยินเสียงที่ดังฟังชัด ก่อนจะเชิญเพื่อนบ้านให้ขับรถมาจอดดูหนังที่บ้าน เพื่อทดสอบว่าสามารถจุรถได้กี่คันหากต้องการให้ผู้ชมสามารถดูหนังได้ชัดทุกมุมมองโดยรถแต่ละคันไม่บังกัน

เมื่อทดสอบระบบจนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว เขาจึงสร้างโรงหนังกลางแจ้งขึ้นแห่งแรกที่ Pennsaukenn Township ซึ่งสามารถจุรถได้ 400 คัน และตั้งชื่อโรงภาพยนตร์แห่งนั้นว่า Park-In Theatre โดยประเดิมฉายหนัง Wives Beware เป็นเรื่องแรก

ยุคทองของ Drive-in Cinema

แม้ว่าไอเดียของ Drive-in Cinema จะได้รับความนิยม แต่กลับไม่ได้สร้างผลกำไรให้กับ Hollingshead มากนัก เขาจึงตัดสินใจขายโรงหนังของตัวเองในอีก 3 ปีให้หลัง ก่อนที่ Philip Smith นักธุรกิจอเมริกันผู้ก่อตั้ง Midwest Drive-In Theater จะทำให้โรงหนังกลางแจ้งแบบนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยชูจุดขายว่าเป็นโรงหนังที่มีบรรยากาศเหมาะกับการมาดูเป็นครอบครัว เพราะอนุญาตให้เด็กเข้าฟรีได้ และยังมีสนามเด็กเล่นให้ได้เพลิดเพลินระหว่างที่คุณพ่อคุณแม่กำลังนั่งดูหนังกันอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 1939-1945 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กินเวลานานถึง 6 ปี ทำให้ Drive-in Cinema ต้องใช้เวลานานนับทศวรรษกว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง โดยช่วงที่เฟื่องฟูสุด ๆ เกิดขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1950-ต้นทศวรรษที่ 1960 ซึ่งช่วงนั้นมีโรงหนังมากถึง 4,000 แห่งเลยทีเดียว

ยุคซบเซาของ Drive-in Cinema

เมื่อเริ่มมีความบันเทิงในรูปแบบ Home Entertainment เข้ามาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ไล่ตั้งแต่โทรทัศน์จอสี ไปจนถึงการมาของธุรกิจการเช่าวิดีโอ จึงทำให้รูปแบบการดูหนังของคนในยุคนั้นเปลี่ยนไป เมื่อทุกคนสามารถเสพความบันเทิงได้ง่ายดายขึ้น ความนิยมในการขับรถไปดูหนังกลางแจ้งจึงเริ่มลดน้อยถอยลง ส่งผลให้มีโรงหนังทยอยปิดตัวลงเรื่อย ๆ และลดจำนวนลงจากหลักพันเหลือจำนวนเพียงหลักร้อยในที่สุด

ที่มา : reelrundown.com / wikipedia.org