“ตลาดซื้อขาย” มีแววเงียบเหงา

แม้พรีเมียร์ลีกยังส่งสัญญาณเดินหน้าโปรเจ็ครีสตาร์ทฤดูกาล หลังโควิคระบาดหนักจนส่งผลให้การแข่งขันฟุตบอลลีกของอังกฤษต้องหยุดชะงักไป อย่างไรก็ยังน่าหวั่นวิตกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเหตุการณ์ยืดเยื้อ ไม่เพียงเกมที่เหลืออยู่ แต่หมายถึงโปรแกรมฟุตบอลถ้วยต่าง ๆ กำหนดการออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ และน่าห่วงที่สุดก็คือ “ตลาดซื้อขายนักเตะ” นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เอ็ด วู้ดเวิร์ด ผู้บริหารสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าคิดว่า การเสริมทัพเที่ยวนี้ ใครจะไปกล้าทำอะไรมาก เวลาก็มีน้อย แถมสภาพเศรษฐกิจตกต่ำปานนี้ สโมสรใดหาญควักกระเป๋าทุ่มซื้อนักเตะก็ทำไปเถิด แต่แมนฯยู คงไม่เสี่ยงอะไรมากนัก คงเสริมเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

นี่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้บริหารของแต่ละทีมจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนจะลงทุนทำอะไรลงไป เพราะทั้งบรรยากาศและสถานการณ์นั้น มันช่างไม่เอื้ออำนวยเอาเสียจริง ๆ แม้อาจจะไม่หนักหนาเหมือนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่โอกาสที่เราจะได้เห็นตลาดนักเตะที่เหมือนเดิมคงเป็นไปได้ยากในเที่ยวนี้

สรุปปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดอันเห็นได้ชัดก็คือ

1. สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก – ไม่เพียงแต่เฉพาะวงการฟุตบอล แต่หากหมายรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่าง การบินพาณิชย์ การท่องเที่ยว พลังงาน ฯลฯ สุดท้ายย่อมย้อนไปส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนของเจ้าของทีมทุกคนอย่างแน่นอน

2. เวลาอันจำกัดในการเจรจากับนักเตะและเอเย่นต์ – ยิ่งเลื่อนเตะออกไป เวลาปิดฤดูกาลยิ่งน้อยลง หลายคนคาดหมายว่าอาจจะมีการพักระหว่างฤดูเพียงแค่ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น นั่นยิ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้แต่ละทีมไม่อยากซื้อนักเตะ

3. ข้อจำกัดในการเดินทางไปติดตามดูฟอร์มล่าสุดของผู้เล่นแต่ละราย – ความลำบากในการเดินทางเนื่องจากโควิด ทำให้แมวมองแต่ละรายมีชั่วโมงในการตรวจเช็กฝีเท้าเป้าหมายของพวกเขาน้อยลงไป ทั้งเรื่องของปริมาณผู้เล่นและจำนวนแมตช์

4. รายได้และผลกำไรของแต่ละสโมสรลดลง – การเลื่อนแข่งขัน ทว่าทีมยังต้องจ่ายเงินเดือนนักเตะและพนักงานคนอื่น ๆ ต่อไป ขณะเดียวกันการรีสตาร์ทฤดูกาลก็น่าจะทำโดยไม่มีผู้ชมเข้าดูในนัดที่เหลือ ดังนั้นทุกอย่างจะส่งผลกระทบต่อยอดรายได้ของแต่ละสโมสรอย่างหนักแน่นอน อยู่ที่ว่าสายป่านใครจะยาวกว่ากันเท่านั้น

สุดท้ายแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้น คือการที่แต่ละสโมสรยึดผู้เล่นชุดเดิมที่มีอยู่แล้วนั่นแหละเป็นหลัก เติมเฉพาะจุดที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น สีสันในตลาดซื้อขายนักเตะเที่ยวนี้คงจะลดลงไปอย่างช่วยไม่ได้

มองในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องดี เพราะนั่นหมายถึงการใช้เงินที่น้อยลงและโอกาสของนักเตะดาวรุ่งที่จะได้สอดแทรกขึ้นมาบ้าง รวมทั้งเป็นการพิสูจน์ฝีมือของผู้จัดการทีมแต่ละคนด้วย ว่าจะทำทีมได้เจ๋งขนาดไหนภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ และข้อดีสุดท้ายที่พอมองเห็นคือ มันจะทำให้ช่องว่างระหว่างทีมใหญ่และทีมเล็กแคบลงมาได้ชั่วคราวกระมังครับ.