หรือว่า “ยาแรง” จะเหมาะกับคนไทย?

ภาพจาก freepik.com

เป็นอีกครั้งที่การขอความร่วมมือกันแบบดี ๆ ดูเหมือนไม่ได้ผลกับคนไทยบางจำพวก ดังเช่นกรณีคนไทย 158 ชีวิต ที่บินกลับมาจากต่างประเทศ แต่ไม่เต็มใจไปกักตัว ณ สถานที่ที่ภาครัฐจัดไว้ให้ จนต้องมีคำสั่งเด็ดขาดตามมาว่าจะดำเนินคดีแบบจัดหนัก ถึงได้ยอมโผล่มารายงานตัวกันแบบไม่ตกหล่น

ครั้นจะบอกว่าคนเหล่านี้ไม่ทราบถึงพิษสงหรือความร้ายกาจของ COVID-19 ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะที่แห่แหนกลับเมืองไทยกันช่วงนี้ ก็ด้วยเหตุผลที่กลัวตายด้วยโรคนี้กันแทบทั้งนั้น!

เมื่อคิดจะกลับมาพึ่งใบบุญบ้านเกิดในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ ก็ควรต้องสำนึกด้วยเช่นกันว่าตนเองมาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีอัตราการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสูงกว่าประเทศไทย หากอยากรอดจาก COVID-19 ในต่างแดน ก็ไม่ควรเป็นผู้แพร่เชื้อเสียเอง เพราะนั่นหมายถึงการเพิ่มภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์โดยไม่จำเป็น ทั้งที่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ แค่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ทุกวันนี้ สาเหตุที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยทะลุ 2,000 คนไปแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความละเลย และไม่ให้ความร่วมมือของคนไทยด้วยกันเอง ทำให้มาตรการในบ้านเราต้องเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

ไล่ตั้งแต่ปิดพื้นที่เสี่ยง ห้างสรรพสินค้า และสถานประกอบการต่าง ๆ, ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้มีอำนาจเต็มในการสั่งการ, ตั้งด่านคัดกรอง-จุดสกัดทุกจังหวัด, สั่งปิดร้านค้า-รถเข็นในกทม.ช่วงระหว่าง 00.00-05.00 น และปิดสวนสาธารณะทุกแห่ง, รถไฟสายใต้-เหนือ-อีสานหยุดวิ่ง, ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหสถาน เวลา 22.00-04.00 น., ชะลอการเดินทางเข้าประเทศไปจนถึงวันที่ 15 เม.ย, รถบขส.หยุดวิ่งทุกเส้นทาง, ห้ามอากาศยานบินเข้าประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4-6 เม.ย. ซึ่งมาตรการหลังสุดมีขึ้นหลังจากคนไทย 158 ชีวิตก่อเรื่องไว้เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่หลายจังหวัดก็มีมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเช่นกัน ทั้งสั่งปิดโรงแรม, ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่กำหนด ไปจนกระทั่งปิดจังหวัด ห้ามคนนอกพื้นที่เดินทางเข้าจังหวัดของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หากมาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงได้ ภาครัฐก็เตรียมมาตรการขั้นกว่ารอไว้แล้วเช่นกัน นั่นคือ ยกระดับการเคอร์ฟิวเพิ่มขึ้นจาก 6 ชั่วโมง เป็น 8-12 ชั่วโมง หรือถ้ายังไม่ได้ผลอีก ก็อาจต้องสั่งเคอร์ฟิวตลอด 24 ชม. ซึ่งมีสิทธิ์จะได้เห็นกันเสียด้วย ตราบใดที่การขอความร่วมมือแบบดี ๆ ยังไม่ได้การตอบรับจากคนไทยทั้งประเทศ

…และเมื่อถึงเวลานั้น “ยาแรง” ที่หลายคนมองว่า “เจ็บแต่จบ” ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะกับสถานการณ์ในบ้านเราก็เป็นได้!