Home Trending Story Trend ในประเทศ จุ่มช้อนส้อมในน้ำร้อน ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้จริงหรือ?

จุ่มช้อนส้อมในน้ำร้อน ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้จริงหรือ?

กรมอนามัย ระบุ น้ำร้อนในหม้อตามศูนย์อาหารส่วนใหญ่ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นความร้อนที่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ทั้งเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย แถมการที่ทางศูนย์อาหารต้มน้ำไว้ทั้งวัน ยิ่งจะเป็นการเพิ่มจำนวนชื้อโรคให้มากขึ้นไปอีก

หากผู้บริโภคนำช้อนส้อมไปจุ่มในหม้อน้ำร้อน ก็เท่ากับผู้บริโภคได้รับเชื้อโรคเหล่านั้นที่ติดตามช้อนส้อมไปด้วย โดยเชื้อโรคอาจจะเข้าไปในระบบทางเดินอาหารกลายเป็นโรคท้องร่วงได้

สำหรับการตั้งหม้อน้ำร้อนสำหรับลวกช้อนส้อมที่ถูกต้อง และสามารถฆ่าเชื้อได้จริงนั้น ต้องตั้งอุณภูมิน้ำร้อนให้สูงถึง 80-90 องศาเซลเซียส และผู้บริโภคต้องลวกช้อนส้อมนานถึง 4 นาที จึงจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้

รวมถึงมีการดูแลเปลี่ยนถ่ายน้ำ และให้ผู้ใช้หยิบแช่เอง ไม่ควรใช้หม้อหุงข้าวประเภทที่เคลือบผิวภาชนะด้วยเทฟลอน เซรามิค เพราะอาจเสี่ยงต่อสารโลหะจำพวกตะกั่วและโครเมียม อุปกรณ์ลวกช้อน ควรออกแบบมาโดยเฉพาะทำด้วยสแตนเลส สามารถตั้งอุณหภูมิได้ตามกำหนด และมีการป้องกันไฟฟ้ารั่ว ดูด

ไม่ควรเลือกภาชนะที่มีลวดลายหรือมีสีทา เพราะอาจมีส่วนผสมของตะกั่ว ซึ่งสามารถสลายตัวได้เมื่อถูกความร้อน ส่วนเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย ซึ่งไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไม่ควรนำมาใช้ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่อันตรายตามคำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 06/2529

ขั้นตอนทำความสะอาดช้อนส้อม โดยไม่ต้องจุ่มน้ำร้อน

กระบวนการที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาชนะสะอาดปลอดภัย คือการล้างที่ถูกหลักสุขาภิบาล ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะขั้นตอนการล้างทำความสะอาดและการผึ่งให้แห้งสนิท 3 ขั้นตอน คือ

  1. ขจัดเศษอาหาร และล้างด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจาน
  2. ล้างด้วยน้ำสะอาด อย่างน้อย 2 ครั้ง
  3. ฆ่าเชื้อโรคด้วยการทำให้แห้ง โดยตากแดดหรืออบด้วยความร้อน

วิธีสังเกตความสะอาดของช้อนส้อมและภาชนะต่างๆ

  1. ทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปทรงทำความสะอาดง่าย ทนทานไม่แตกหักง่าย ใช้ถูกประเภทอาหาร
  2. เมื่อล้างสะอาดแล้วเก็บคว่ำให้แห้ง
  3. เก็บให้เป็นระเบียบ วางช้อนนอนเรียงเป็นทางเดียว ในภาชนะโปร่งสะอาด หรือวางตั้งเอาด้ามขึ้น ในภาชนะโปร่งสะอาด และมีการปกปิด เก็บสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร

ข้อมูลจาก: กรมอนามัย