เคยสงสัยหรือไม่ ว่าลูกของคุณอาจเข้าใจว่าแก็ดเจ็ตอัจฉริยะในบ้านเปรียบเสมือนหนึ่งในสมาชิกครอบครัว

    เป็นเรื่องน่าคิดว่า เทคโนโลยีสมาร์ทโฮมกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ (Virtual Assistant) ที่สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ด้วยคำพูดได้ ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งประเด็นอยู่ตรงที่ แล้วเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาจะเข้าใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นแค่อุปกรณ์หรือ (สิ่งมีชีวิต) คนอื่น ๆ

    แมรี่ เบ็ธ ฟอสเตอร์ ผู้มีอุปกรณ์สมาร์ทเทคโนโลยีใช้งานภายในบ้าน จาก นอร์ท แคโรไลน่า เล่าว่า ลูกชาย 2 ขวบของเธอ มักจะพูดคุยสนทนากับอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้ง โดยสนทนาราวกับว่าสิ่งของเหล่านั้นเป็นคนปกติทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น เขาขอให้มันเล่นเพลงให้ฟังและมันก็ทำตามที่เขาขอ, บางครั้งลูกชายเธอก็เดินไปถามอุปกรณ์ชิ้นนั้นว่า สภาพอากาศวันนี้เป็นยังไงบ้าง (เลียนแบบจากพ่อแม่) และมันก็ตอบกลับว่า “วันนี้เป็นวันที่มีเมฆค่อนข้างมาก” โดยบทสนทนาทั้งหมดดูปกติเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปพูดคุยกัน

    ความสงสัยเหล่านี้ได้นำไปสู่การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยมีผลจากรายงานใน Common Sense พบว่า 4 ใน 10 ผู้ปกครองที่มีบุตรอายุ 2 – 8 ขวบ บอกว่าพวกเขามีอุปกรณ์อัจฉริยะที่โต้ตอบกับมนุษย์ได้อยู่ในบ้าน ซึ่งในจำนวนนั้นมี 32% ที่ลูก ๆ ของพวกเขาพูดคุยกับอุปกรณ์เหล่านั้นบ้างแต่อยู่ในปริมาณที่น้อยต่อวัน ส่วน 6% กล่าวว่า ลูกของพวกเขาคุยกับสมาร์ทเทคฯหลายครั้งต่อวัน

    จากกิ่งไม้สู่หุ่นยนต์

    อย่างที่เรารู้ เด็ก ๆ มักจะสร้างเพื่อนในจินตนาการของพวกเขาขึ้นมาซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เด็ก ๆ สามารถพูดกับกิ่งไม้หรืออะไรก็ตามแต่ที่เขาสมมติว่ามันเป็นใครสักคน คุยกับตุ๊กตา หรือแม้กระทั่งคุยกับอากาศ แต่ทั้งหมดนี้คือเรื่องของจินตนาการ ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านการพูดและการเข้าสังคม

    แต่กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ นี้ อาจสร้างความสับสนให้แก่เด็กไร้เดียงสาได้ง่าย เพราะมันไม่ได้เฉยเมยเหมือนตุ๊กตาหรือของเล่นชิ้นอื่น ๆ และเด็ก ๆ ก็ไม่สามารถควบคุมพวกมันได้เต็มที่เหมือนกับเพื่อน ๆ ในจินตนาการที่สมมติขึ้น

    มันจึงทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ดูเหมือนมนุษย์คนอื่น ๆ ทั่วไปมากกว่า มันสามารถตอบสนองต่อการเรียกชื่อ สามารถสนทนาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างอิสระ และชื่นชมเมื่อเด็ก ๆ พูดสุภาพ (Alexa ของ Amazon และ google มีโปรแกรมปลั๊กอินให้รางวัลกับผู้ใช้งาน เมื่อใช้คำพูดที่สุภาพ เช่น ได้โปรด)

    นอกจากนั้น เด็ก ๆ ยังเห็นตัวอย่างจากผู้ปกครองในบ้านอีกด้วย ที่ได้ยินพ่อแม่พูดคุยสั่งงานอุปกรณ์อัจฉริยะตลอดวัน

    เหมือนเพื่อนเล่น

    เทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน และในเรื่องนี้นักวิจัยศึกษารู้ว่าเด็ก ๆ เล่นกับอุปกรณ์อัจฉริยะพวกนี้เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง โดยอธิบายได้ว่า เด็ก ๆ ที่โต้ตอบกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ นั้น เปรียบเสมือนการเล่นกับเด็กอีกคนหนึ่ง

    แต่กับงานวิจัยฉบับอื่น ที่ค้นคว้าเชิงลึกยังพบอีกว่า ความจริงแล้วเด็ก ๆ ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด หากแต่เป็นตุ๊กตาทั่วไปก็เพียงพอ “พวกเขาไม่ได้ต้องการหุ่นยนต์สุนัขที่สมจริง” จริงอยู่ที่การเล่นกับอุปกรณ์อัจฉริยะนั้นเป็นเรื่องสนุก แต่เด็ก ๆ ต้องการสิ่งที่เป็น “เพื่อน” และควบคุมได้มากกว่านั้น

    เหตุผลอาจเป็นเพราะอย่างที่ข้อแรกบอกไว้ ว่าการเล่นตุ๊กตาหรือของเล่นทั่วไปให้อิสระทางจินตนาการของเด็ก ๆ ได้มากกว่า

    ข้อควรระวัง

    ถึงอย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำและข้อควรระวังมากมายสำหรับบ้านที่ใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะ ต้องคำนึงถึงความระมัดระวังในการใช้งานให้มากกว่านี้ โดยกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน เหมือนอย่างสมาร์ทโฟนที่มันทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราติดงอมแงมได้อย่างง่ายดาย

    อีกทั้งผู้ปกครองควรพูดคุยกับเด็ก ๆ ให้เข้าใจว่าอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้านไม่ใช่ของเล่นและแตกต่างจากของเล่นทั่วไปอย่างไร มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงอย่างไร

    และคิดให้รอบคอบก่อนจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ทำหน้าที่แทนตัวเอง อย่างเช่น การอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน บางคนอาจใช้หุ่นยนต์เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง แทนที่จะอ่านมันด้วยตัวเอง เข้าใจอยู่ว่าการอ่านหนังสือเล่มเดิม ๆ ซ้ำ ๆ มันอาจทำให้เราเบื่อ แต่สิ่งสำคัญคือการใช้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เทคโนโลยีจะแย่งช่วงเวลานั้นไป เมื่อถึงเวลานั้นคุณอาจเสียใจทีหลังก็เป็นได้

     

    ที่มา : Mashable SE Asia