Home Trending Story Trend ในประเทศ ปรับโครงสร้างภาษีมลพิษรถจักรยานยนต์ เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 63

ปรับโครงสร้างภาษีมลพิษรถจักรยานยนต์ เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 63

ด้วยความคล่องตัวและราคาไม่สูงมากหากเทียบกับยานพาหนะประเภทอื่น ๆ จึงทำให้รถจักรยานยนต์ได้รับความนิยมจากประชาชนในฐานะปานกลางลงไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราเห็นว่าจำนวนรถจักรยานยนต์ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่บนถนนมากกว่ารถยนต์หากประมาณด้วยตา

จึงไม่แปลกใจที่รถจักรยานยนต์จะเป็นหนึ่งในยานพาหนะที่สร้างมลพิษทางอากาศมากที่สุดในชุมชนเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 70 และเป็นแหล่งระบายก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ถึงร้อยละ 32 เมื่อเปรียบเทียบกับยานพาหนะประเภทอื่น และยิ่งด้วยสภาพการจราจรที่แออัดจึงทำให้มลพิษกระจุกตัวเป็นมวลมากในหลายพื้นที่

ซึ่งโดยปกติแล้วทางภาครัฐและกรมควบคุมมลพิษได้มีการจัดเก็บภาษีมลพิษจากการใช้รถจักรยานยนต์อยู่แล้ว โดยเป็นโครงสร้างแบบเก็บตามขนาดเครื่องยนต์ โดยในรถจักรยานยนต์ที่ไม่เกิน 150 ซีซี จะเสียภาษีที่ 2.5% และที่ 150 – 500 ซีซี เสียภาษีที่ 4% ส่วน 500 – 1000 ซีซี เสียภาษีที่ 8% และ 1000 ซีซี ขึ้นไปเสียภาษีที่ 17%

และเนื่อด้วยการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสะอาด จึงมีการปรับโครงสร้างการเก็บภาษีในรถจักรยานยนต์ตามปริมาณการปล่อยมลพิษ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 นี้

  • รถจักรยานยนต์ต้นแบบเพื่อการวิจัยและพัฒนา เสีย 0%
  • รถพลังงานไฟฟ้า เก็บภาษีที่ 1%
  • รถที่ปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 50 กรัม/กิโลเมตร เสียภาษีที่ 3%
  • รถที่ปล่อยก๊าซ CO2 ตั้งแต่ 51 – 90 กรัม/กิโลเมตร เสียภาษีที่ 5%
  • รถที่ปล่อยก๊าซ CO2 เกิน 130 กรัม/กิโลเมตร เสียภาษีที่ 18%
  • อื่น ๆ เสียที่ 20%

โดยมีเหตุของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์อันเนื่องมาจากการเล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานสะอาดและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อการมุ่งสู่การพัฒนาและนำมาใช้เทคโนโลยีด้วยพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกฎนี้นี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป