[รีวิว] Star Wars: The Rise of Skywalker การปิดตำนานที่ยากจะประทับใจ

**มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์**

หนังสงครามดวงดาวที่เล่าถึงการมีอยู่ของเจได ในที่สุดก็ถึงภาคจบสักที (หวังว่าคงไม่มีต่อไปสักพักใหญ่) กลายเป็นกระแสในอินเตอร์เน็ตทันทีเมื่อเข้าฉายวันแรกกับวลีที่ว่า “ถ้าไม่ชอบก็เกลียดไปเลย” แถมคะแนนรีวิวต่างให้คะแนนอย่างย่ำแย่จนไม่รู้ว่าหนังนั้นสนุกหรือไม่ถูกปากคนรีวิวกันแน่เลยให้คะแนนกันขนาดนี้

วันนี้เราเลยมาวิเคราะห์เจาะลึกกันว่า ทำไมภาคนี้ถึงมีคนยี้กันหนาหูซะเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วอาจจะไม่เป็นแบบที่เขาให้คะแนนกันก็ได้ หรือถ้าเป็นอย่างที่คนอื่นรีวิวกัน ข้อเสียของภาคนี้คืออะไรมาดูกัน

ตัวร้ายที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จักกันดีนามว่า พัลพาทีน อันนี้ไม่ถือว่าสปอยล์นะเพราะตัวอย่างมีเสียงหัวเราะของเขาปล่อยออกมาให้ได้ยินกันอยู่แล้ว แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นตัวร้ายที่ลึกลับมาก ปูมาตั้งแต่ภาค 7 ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะโผล่มาแต่ก็โผล่มาโดยที่ไม่มีบอกเลยว่าเขารอดจากการถูกโยนลงยานได้อย่างไร ปูมาแค่ว่ารอดชีวิตมาได้และต้องการที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเองให้สำเร็จ และต้องการกองกำลังที่จะควบคุมจักรวาลด้วยความกลัวของตนเองให้คนรู้ว่าเขานั้นร้ายขนาดไหน

แต่ตัวร้ายที่เกริ่นมาไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกวิจารณ์ไปในทางแย่ แต่เป็นเล่าเรื่องของหนังที่ดูไร้รสชาติ และเสน่ห์ของตัวละครก็หดหายไปโดยครึ่งเรื่องพยายามเล่าถึงวิธีการที่จะไปหามหาวายร้ายตัวนี้ โดยไม่สนว่า ไคโรเรน จะทำอะไรอยู่ก็ตาม ถึงแม้เขาจะมีบางอย่างที่ต้องการความช่วยเหลือแต่บทก็ส่งมาให้รู้สึกว่า ไม่ต้องมาตื๊อฉัน ฉันไปของฉันเอง เหมือนผัวเมียงอนกัน ทะเลาะกันฟาดฟันด้วยดาบไลเซเบอร์ และพอพ้นช่วงนี้ไปกับเดินทางได้อย่างง่ายดายจนทำให้รู้สึกว่า ครึ่งเรื่องแรกจะปูมาเพื่อ เล่ามาแต่น้ำทั้งนั้นแทบไม่มีเนื้ออะไรเลยเหมือนยืดหนังให้รู้สึกว่าเกิน 2 ชั่วโมงหน่อยหนังใหญ่ขนาดนี้

แต่พอครึ่งหลังกับรวบรัดประดุจว่าเวลาไม่พอแล้ว ถูกค่ายใหญ่บรีฟมาว่าเวลาหนังแค่นี้พอนะ การต่อสู้จะง่อยจะไม่เท่ช่างมัน ทำให้มันจบ ๆ ไปก่อนตบท้ายด้วยซีนดี ๆ น่ารัก ๆ สักหน่อย เป็นการเพลย์เซฟของทางค่าย ดิสนีย์ อย่างแท้จริง ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาของหนังได้ค่อนข้างดีทีเดียว

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ย่ำแย่ก็คือ การผูกปมตัวละครว่าเรย์นั้นเป็นใครมาจากไหน เหมือนภาค 7 จะเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษเพื่อให้รู้สึกว่า เรย์นั้นต้องสำคัญแน่ ๆ ถึงเป็นเจไดได้ แต่ภาค 8 กลับตีตกลงไปบอกว่าปมนี้ไม่สำคัญ จนมาภาค 9 กลับกลายเป็นปมหลักของเรื่อง จนทำให้รู้สึกได้ว่า ไปคุยกันก่อนมั้ยก่อนจะสร้างภาค 7 8 9 ออกมา ถ้าจะทำภาค 9 ออกมาแบบนี้ ภาค 8 แทบไม่ต้องดูก็เข้าใจได้เหมือนกัน

แต่ในหนังภาคนี้ก็ยังมีฉากเซอร์วิสต่าง ๆ ให้แฟนคลับได้ปลื้มปริ่มไปตามกัน ยิ่งเป็นฉากดวลดาบไลเซเบอร์นั้น ถึงผมจะไม่ใช่แฟนคลับแต่ดูแล้วกับรู้สึกได้ว่าเท่มากนี่แหละสิ่งที่ผมต้องการในหนัง (แต่ไม่บอกนะว่าฉากดวลดาบนั้นเป็นฉากไหนบอกได้เลยว่าพีคจริง ๆ)

ความรู้สึกหลังจากดูจบ ก็รู้สึกได้ว่าตัวหนังช่วงต้นค่อนข้างเนือยไปหน่อย แต่ช่วงหลังกลับลำทันมีช่วงพีค ๆ ให้เราตั้งใจดูหลายตอน ส่วนตัวละครนั้นก็ดูเหมือนว่าจะละเลยความสำคัญออกไปหลายตัวละคร โฟกัสเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นเลยทำให้หนังดูไม่มีมิติเลย กลายเป็นหนังรักหนังพ่อแง่แม่งอนที่มีเพียงดาบไลเซเบอร์คอยประกอบอยู่ในหนังนั่นเอง

คะแนนความน่าดู 7/10