
หลังจากเสร็จศึกพรีเมียร์ลีกกับวัตฟอร์ด ซึ่งทำให้ “หงส์แดง” สยายปีกเป็นจ่าฝูงด้วยแต้มห่างถึง 10 คะแนน คราวนี้ก็ถึงทีที่ทัพนักเตะลิเวอร์พูล ชุดใหญ่จะต้องบินไปเมือง โดฮาร์ ประเทศกาต้าร์ ดินแดนที่จะรับอาสาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อทำศึกชิงแชมป์ฟุตบอลสโมสรโลก
นี่คือหนึ่งในถ้วยเป้าหมายหลักของทีมและแฟนๆในฤดูกาลนี้ นอกเหนือจาก พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะว่าไปแล้วนี่คือถ้วยอาถรรพ์ที่ “หงส์แดง” ยังไม่สามารถคว้ามาครองได้เพียงถ้วยเดียว (นอกเหนือจากคัพวินเนอร์สคัพที่ยุบไปแล้ว) ขนาดในยุครุ่งเรืองสุดๆอย่างปี 1981 สมัยถ้วยนี้ยังใช้ชื่อว่า โตโยต้าคัพ มีนักเตะอย่าง เคนนี่ เดลกลิช, แกรม ซูเนสส์ และ อลัน แฮนเซ่น ภายใต้ผู้จัดการทีมที่เป็นตำนานอย่าง บ็อบ เพสลี่ย์ ยังทำไม่ได้
ต่อมา ค.ศ.2005 ปีแรกหลังจากที่ฟีฟ่าเข้ามาจัดการแข่งขันและขนานนามทัวร์นาเม้นต์นี้ใหม่จนเริดหรูว่า “ฟีฟ่า คลับส์ เวิลด์คัพ” พลพรรคเดอะ เร้ดส์ เพิ่งจะสร้างมหัศจรรย์ที่อิสตันบูล โดยการนำทัพของกัปตัน “สตีวี่จี” สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูล ได้เข้าชิงถ้วยนี้อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องไปพลาดท่าแพ้ทีมจากบราซิลอย่าง เซาเปาโล เข้าเสียอีก 0-1ไม่ทราบว่ามันแพ้ทางกันหรืออย่างไร แต่ที่แน่ๆมันกลายเป็นถ้วยที่คาใจแฟนหงส์เป็นอย่างมาก จนแล้วจนรอดทีมยังไม่ได้มาครองครองเสียที
เที่ยวนี้ทั้งสโมสรและแฟนบอลจึงหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมาก เพื่อสร้างประวัติศาสตร์คว้าถ้วยนี้มาครองให้ได้เป็นครั้งแรก และเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน
ด้วยระบบการแข่งขันที่ปรับเปลี่ยนไปสมัยก่อนซึ่งเตะที่ญี่ปุ่น ชิงกันนัดเดียวจบไปเลย ระหว่างแชมป์จากยุโรป (ยูโรเปี้ยนคัพ) ฟาดฟันกับ แชมป์จากอเมริกาใต้ (ลิเบอร์ตาดอเรส คัพ) แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ขึ้น เอาแชมป์จากทุกทวีปมาแข่งขันกัน 7 ทีม แข่งกันถึง 10 วัน ตั้งแต่ 11 ธ.ค.ชิงชนะเลิศ 21 ธ.ค. (ตรงกับเวลาในยุโรปวันที่ 22 ธ.ค.) โดยให้สโมสรใหญ่เหนื่อยน้อยหน่อยคือเป็นทีมวางในรอบรองชนะเลิศ
มองแล้ว ลิเวอร์พูล มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ เพราะทีมจากแดนละตินระยะหลังไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนสมัยก่อน ติดอยู่อย่างเดียวทีมนั้นคือ ฟลาเมงโก้ ทัพนักเตะจากแดนแซมบ้า ซึ่งเคยสร้างความสยองขวัญถล่มทีมจากแอนฟิลด์แบบไม่ไว้หน้าถึง 3-0 เมื่อปี 1981 นั่นเอง กลัวว่าจะมีอาถรรพ์ซ้ำรอย
เที่ยวนี้ทีมจากเกาะอังกฤษจะล้างแค้นได้สำเร็จหรือไม่ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นพวกเขาจะต้องผ่านด่านแรกคือ มอนเทอเรย์ จากเม็กซิโก เจ้าของแชมป์คอนคาเคฟ แชมเปี้ยนส์ลีก ในรอบตัดเชือกวันที่ 19 ธันวาคม ให้ได้เสียก่อน จึงจะมีสิทธิผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับผู้ชนะระหว่าง ฟลาเมงโก้ กับ อัล ฮิลาล ซึ่งเตะก่อน 1 วัน
ฃเรียกได้ว่า นี่ไม่ใช่ทัวร์นาเม้นต์เพื่ออวยสปอนเซอร์ เตะกันฆ่าเวลาเหมือนสมัยก่อน เที่ยวนี้ ลิเวอร์พูล เอาจริง อุตส่าห์แหวกโปรแกรมหฤโหดในช่วงบ็อกซิ่งเดย์มาเตะด้วย ส่วนจะได้แชมป์จริงหรือไม่ โปรดรอลุ้นกันด้วยใจระทึก.






























