12 ปี ‘รักแห่งสยาม’ จุดเริ่มต้นแห่งการขับเคลื่อน LGBT

เผลอแปปเดียวก็ผ่านไป 12 ปีแล้ว ที่ “รักแห่งสยาม” เข้าโรงภาพยนตร์สู่สายตาคนทั่วไป ยังจำบรรยากาศช่วงนั้นได้อยู่เลย

ลมหนาวปลายปี ที่มาพร้อมกับหนังโรแมนติกดราม่า และเพลง “กันและกัน” ที่แมสจนเปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

พอดีกับยุครุ่งเรืองของสยามสแควร์ที่ไม่ว่าวัยรุ่นคนไหนก็ต้องไป ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พ้อยท์ อินดี้อินทาวน์ หรือร้าน DVD ชื่อดังอย่างเปี๊ยก ดีเจสยาม บรรยากาศลิโด้ สยามดิสคัฟเวอร์รี่ก่อน Renovate หรือแม้แต่สิ่งที่ยังคงอยู่อย่างโรงหนังสกาล่า และลานสยามเซ็นเตอร์

หลายองค์ประกอบที่ทำให้รักแห่งสยามยังคงเป็นหนังดีที่สุดตลอดกาลในใจหลาย ๆ คน และกลับมาฉายอีกครั้งที่ HOUSE SAMYAN ในรูปแบบ Director’s Cut หรือแบบความยาวกว่า 3 ชั่วโมง (ซึ่งในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าโรงก็มีการฉายเวอร์ชั่น Director’s Cut ที่ HOUSE RCA เหมือนกัน) ทำให้เราเห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของโต้งและมิว พี่จูน และครอบครัวโต้งได้ละเอียดขึ้น

ภาพจาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd

อะไรทำให้มันแตกต่างจากหนังรักทั่วไป

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ถ้าใครเป็นวัยรุ่นวัยเรียนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสยามสแควร์เป็นสถานที่ Hang Out นัดเจอ สังสรรค์ของทุกคน การใช้สยามสแควร์เป็นทั้งชื่อเรื่องและโลเคชั่นในภาพยนตร์อย่างไม่ยัดเยียดทำให้เด็กสยามอย่างเรา ๆ ต้องเสียเงินเข้าไปดูไปสัมผัสบรรยากาศอะไรอะไรก็สยาม

ประเด็นที่เข้มไม่แพ้เรื่องรักของวัยรุ่นก็คือปัญหาครอบครัวที่รุงรังและส่งผลกับทุกความสัมพันธ์ของคนในเรื่อง ฉากที่ทำเอาคนดูน้ำตาแตกก็คือประเด็นครอบครัวนี่แหละ การเสียลูกสาวไปทำให้ช่องโหว่ของครอบครัวมีมากขึ้น กรที่มัวแต่โทษตัวเองที่มีส่วนทำให้ลูกสาวหายไปกลายเป็นคนติดเหล้าไม่เอาการเอางาน สุนีย์ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อประคับประคองครอบครัว จนบางครั้งความรักที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโดยไม่รู้ตัว และโต้งเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามหาตัวตนของตัวเองท่ามกลางความสับสนและความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ

การโปรโมทกับหนังสุดหักมุม

แว๊บแรกที่เห็นใครก็ต้องรู้สึกว่ามันเป็นหนังรักใส ๆ วัยมัธยมที่มีผู้ชายและผู้หญิงสองคู่ แต่ที่ไหนได้ เมื่อคนเข้าไปดูแล้วก็พบว่า เห้ย! มันคือหนังชายรักชาย! กระแสที่ออกมาเลยมีอยู่สองขั้วอย่างชัดเจน มีทั้งชื่นชอบจนกลายเป็นหนังประทับใจตลอดกาล และมีส่วนที่ไม่ชอบเพราะรู้สึกว่าเหมือนโดนตัวอย่างภาพยนตร์หลอกยังไงอย่างงั้น ถึงจะเป็นการโปรโมทแบบดาบสองคม แต่ได้กระแสไปเต็ม ๆ

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารักแห่งสยามเป็นเรื่องที่มีการเชื่อมโยง การผูกเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง จนทำให้ทุกตัวละครเป็นเหตุเป็นผล มีที่มา และเป็นตัวละครที่กลม กลายเป็นเรื่องที่ถึงแม้จะชอบหรือไม่ชอบในประเด็น LGBT ที่แทรกอยู่ในเรื่อง แต่ก็ต้องรู้สึกไปกับตัวละครและภาพยนตร์อย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งในการนำเสนอ คือมุมมองต่อ LGBT ของคนสองวัยที่ต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มเพื่อนของมิวที่ไม่ได้มองว่าการรักเพศเดียวกันของเพื่อนตัวเองเป็นเรื่องแปลก เพื่อนของโต้งที่ต้องการแน่ใจในรสนิยมของเพื่อนตัวเองแต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรือมองเป็นเรื่องแปลก แต่เมื่อเป็นมุมมองของผู้ใหญ่และมุมของคนเป็นแม่คนอย่างแม่ของโต้ง ก็จะแคร์สังคมและความถูกต้องมากกว่า และมองความรักแบบนี้เป็นเพียงความสับสนชั่วขณะ ลามไปถึงการกีดกันไม่ให้ลูกตัวเองไปคบกับเพศเดียวกัน สะท้อนความเป็นจริงอะไรได้หลายอย่างในสังคม

จนเรียกได้ว่าเป็นหนังที่มาถูกที่และถูกเวลาอย่างที่สุด

ตอนนี้เวลาเรามองไปทางไหนก็เห็นแต่คู่จิ้นชาย-ชายเกลื่อนเมืองจนไม่รู้สึกว่ามันแปลกตาอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแน่นอนว่าไม่ใช่แบบนี้

ในยุค 10 ปีที่แล้ว ยุคที่ LGBT ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับบนหน้าสื่อและสังคมได้เท่าตอนนี้ รักแห่งสยามแทบจะเป็นเหมือนตัวบุกเบิกคอนเท้นท์ LGBT ในด้านบวก ที่ทำให้เห็นความเรียล กับการผูกปมปัญหาครอบครัว ผสมกับบทและตอนจบที่เรียลแบบไม่ขี่ยูนิคอร์นวิ่งบนทุ่งลาเวนเดอร์ ทำให้มุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อ LGBT ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

เพื่อน…กูรักมึงว่ะ เป็นหนัง LGBT อีกเรื่องที่เข้าฉายในปีเดียวกัน (ฉายก่อนหน้ารักแห่งสยามเพียง 2 เดือน) แตกต่างกันตรงที่เพื่อน…กูรักมึงว่ะเปิดเผยอย่างชัดเจนว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับรักเพศเดียวกัน และใช้เรื่องราวดาร์ก ๆ เป็นปมของเรื่อง จนพ.ศ. 2550 ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของหนังชายรักชายเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าลองไปไล่เรียงทามไลน์ดี ๆ หนังหรือละครที่เริ่มมีเนื้อหา LGBT ส่วนใหญ่จะมาหลังจากรักแห่งสยาม เราไม่สามารถเคลมว่ารักแห่งสยามเป็นตัวบุกเบิกเนื้อหา LGBT แห่งวงการได้อย่างเต็มปากหรอก แต่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ารักแห่งสยามช่วยให้หนทางของเนื้อหา LGBT หลังจากนั้นง่ายขึ้น (เริ่มมีละครที่มีเนื้อหาชายรักชาย พรุ่งนี้ก็รักเธอ (2552) ภาพยนตร์หญิงรักหญิง Yes or No อยากรักก็รักเลย (2553) และซีรีส์อีกนับไม่ถ้วนตามมา)

ไม่เพียงแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงของทิศทางคอนเท้นท์ LGBT ในวงการบันเทิง แต่เป็นเหมือน Social Movement ของ LGBT ในสังคมด้วย

“ถ้าวันนั้นประเทศไทยไม่มีรักแห่งสยาม วันนี้ไม่มีพวกเรา เพราะเค้ายังไม่ยอมรับ”

เป็นประโยคที่ทัชใจเรามาก ๆ จากเพจ หนังหน้าโรง ที่พูดเกี่ยวกับผลงานรักแห่งสยามของพี่มะเดี่ยวว่ามีส่วนทำให้ชีวิตความเป็น LGBT สามารถอยู่ได้อย่างมีตัวตนมากขึ้นในสังคม เหมือนเป็นภาพยนตร์ที่ช่วยกระตุ้นให้สังคมเกิดการถกเถียงและยอมรับความหลากหลายทางเพศได้เร็วขึ้น

ความปังไม่ได้อยู่แค่กระแส แต่รักแห่งสยามเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ถึง 14 สาขา และคว้ามาได้ 3 รางวัลนั่นคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) , นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (พลอย เฌอมาลย์) ถูกเสนอเชื่อเข้าชิงรางวัลเอเชียนฟิล์ม (ที่เปรียบเป็นออสการ์แห่งเอเชีย) 2 รางวัล รักแห่งสยามยังถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยไปชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีนั้นอีกด้วย และยังสามารถไปฉายในหลายประเทศทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ตัวนักแสดงเองก็สร้างชื่อเสียงจากเรื่องนี้และมีแฟนคลับชาวจีนที่ยังคงเหนียวแน่นจนถึงทุกวันนี้