
การขยายตัวของสื่อออนไลน์อย่างตลาดของโซเชียลมีเดีย ทำให้พฤติกรรมของวัยรุ่นและเยาวชนในสังคมเปิดกว้างมากขึ้นกับการเสพสื่ออันกว้างขวาง(เกินไป)นี้ และเมื่อกระแสตอบรับจากผู้รับสารจากสื่อดีมากขึ้นทั้งในทิศทางที่ดีและแย่ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมสังคมของยุคที่รวดเร็วรุนแรงจนหลายคนแทบก้าวตามไม่ทัน
กรอบที่หละหลวมของสังคมนั้นทำให้การแสดงออกของความคิดนั้นเป็นอิสระ และด้วยความอิสระนี้เองทำให้สัมปชัญญะ ของคนในสังคมถูกลดทอนขาดการพินิจพิเคราะห์มากยิ่งขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งในแง่ของการรับและการส่ง
ด้วยการวัดความประสบความสำเร็จด้วยยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดผู้ชมและผู้ติดตาม ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่สามารถเรียกความสนใจจากทุกสายตาในสังคมให้มาจับจ้องได้ แน่นอนว่ายอดต่าง ๆ ดังกล่าวจะไหลมาเทมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถปลุกปั้นให้ Nobody เป็น Somebody ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยกรณีนี้การมีบทบาทที่โดดเด่นในสังคมจึงอาจนำมาซึ่งรายได้ให้กับพวกเขาเหล่านั้น
การสร้างเนื้อหาบนพื้นที่ออนไลน์จึงเกิดการแข่งขันแก่งแย่งเพื่อต้องการความโดดเด่นจุนเจือตัวเอง แล้วจะเป็นเนื้อหาประเภทไหนล่ะที่จะดึงความสนใจจากคนอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นการทำอะไรแบบสุดโต่ง ห่าม ๆ เพื่อกระแสตอบรับจากสังคมวงกว้าง และเมื่อหลายคนรู้ว่าเนื้อหาทำนองนี้ต่างขายได้และเกิดเร็ว ก็แห่สร้างความแตกต่างแบบห่าม ๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก บดบังเนื้อหาจรรโลงสังคมจนแทบมิดตา กลายเป็นแบบอย่างที่สังคมตามัวเชิดชูไปโดยปริยาย
ปัญหาเหล่านี้เกิดจากเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่มีการควบคุมขอบเขต ต่างจากสื่อเก่าอื่น ๆ ที่มีระบบการทำงานและการคัดกรองที่สามารถเอาแน่เอานอนได้ มีองค์กรเซ็นเซอร์อีกขั้นในบางเนื้อหา แต่พื้นที่ออนไลน์ที่กว้างขวางอย่างมากยังขาดการควบคุมที่เข้มงวดและจริงจัง อีกทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ซึ่งปัญหาของการเสพสื่อออนไลน์ที่มากขึ้นทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง ส่งผลต่อพฤติกรรมและการรับรู้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สถาบันครอบครัวต้องรับมือ
และหากกล่าวถึงเรื่องการคัดกรอง ทุกวันนี้ข้อมูลมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ในมหาสมุทรสื่อออนไลน์ ล้วนเต็มไปด้วยการปลุกปั่น และข่าวลวง (Fake News) ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนวิตกกังวลและหาทางแก้ไข เพราะข่าวลวงเป็นสิ่งที่แพร่ได้ง่ายและมีคนเชื่อเยอะมากมาย โดยเฉพาะในแพล็ตฟอล์มที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลกอย่าง Facebook ที่ตอนนี้ได้มีการนำฟีเจอร์การตรวจจับข่าวเท็จให้ลดลงและหายไป เข้ามาในประเทศไทยแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน
ซึ่งคาดว่าะเป็นหนึ่งวิธีที่ทำให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงแพร่กระจายน้อยลง ด้วยกระบวนการตรวจเช็คข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นเท็จ และหากเป็นเท็จจริงเนื้อหาเหล่านั้นจะแสดงผลน้อยลง รวมถึงเพจหรือผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกตักเตือนหรือระงับโดย Facebook เอง
เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประสบการณ์ใหม่ที่ความเป็นออนไลน์คือส่วนหนึ่งในสังคม แต่ความเปิดกว้างที่ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก แต่การหาทางแก้ไขอยู่เรื่อย ๆ จะถือเป็นการเรียนรู้และก้าวตามความเป็นไปอย่างรวดเร็วของสังคมออนไลน์ ซึ่งสื่อชนิดนี้หากมีความเข้าใจอย่างดีพอในการใช้งาน ทุกคนก็จะหาประโยชน์จากมันได้ไม่ยาก และสิ่งที่ควรตระหนักร่วมกันคือการร่วมมือคัดกรองสิ่งที่อาจทำให้เกิดโทษต่อบุคคลอื่น ๆ






























