Home Uncategorized Malta น่าคบ (ตอนจบ)

Malta น่าคบ (ตอนจบ)

Blue Grotto

Malta น่าคบ (ตอนแรก)

เหมือนที่เล่าเอาไว้ในครั้งที่แล้ว ว่า “มอลตา” นั้น ถือเป็นประเทศในอาณานิคมของ “เครือจักรภพอังกฤษ” คือสหราชอาณาจักร หรือจักรวรรดิอังกฤษ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2344 และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 21 กันยายน ปี พ.ศ.2507 โดย “มอลตา” ได้เข้าเป็นสมาชิกถาวรของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี พ.ศ.2507 ทว่า ก็ยังคงอยู่ใน “เครือจักรภพอังกฤษ”

ต่อมา “มอลตา” ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก “สหภาพยุโรป” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี พ.ศ.2547 โดย “มอลตา” ได้เพิ่มบทบาทของตนเองในนโยบาย EU-Mediterranean ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ “มอลตา”

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ “มอลตา” เคยเป็นประเทศในอาณานิคมของ “เครือจักรภพอังกฤษ” ประเทศ “มอลตา” จึงเป็นที่ประเทศที่น่าสนใจ เเละเหมาะแก่การบินเข้ามาติวเข้ม “ภาษาอังกฤษ” ครับ

ซึ่งนอกจาก “มอลตา” จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการแล้ว

สิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด สำหรับการพิจารณาศึกษาต่อที่ “มอลตา” ก็คือ ระบบการศึกษาของ “มอลตา” นั้นเป็น “ระบบอังกฤษ” ที่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตกับสถาบันการศึกษาในเครือ “เครือจักรภพอังกฤษ” และประเทศยุโรปอื่นๆ ที่รองรับ “ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ” นั่นเองครับ

และนี่ก็คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สถาบันการศึกษาของ “มอลตา” ได้รับการยอมรับอย่างมากในทวีปยุโรป แม้ว่า “มอลตา” จะเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ก็ตาม

ดังนั้น เมื่อเรามาเที่ยวท่องล่อง “มอลตา” เราจึงจะได้พบเห็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ชาวต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาจากประเทศในทวีปยุโรป เพื่อมาศึกษาต่อใน “มอลตา” เนื่องจากค่าครองชีพของ “มอลตา” นั้นค่อนข้างย่อมเยากว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปนั่นเองครับ

จบจากเรื่องระบบการศึกษาของ “มอลตา” แล้ว เราก็ได้เวลาไปเที่ยวปิดท้ายกัน

สวน Barracca นั้น จัดเป็น Landmark อีกแห่งของ “มอลตา” พื้นที่ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Upper Barracca และ Lower Barracca ครับ โดย สวน Barracca นั้น สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1661 โดยชาวอิตาเลียน เมื่อมองจากบริเวณสวนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล เราจะมองเห็นวิวของอ่าวแกรนด์ฮาร์เบอร์ได้อย่างชัดเจนครับ

Landmark อีกแห่งของ “มอลตา” ที่น่าสนใจก็คือ มหาวิหาร Saint John’s ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวมอลต้าในช่วงศตวรรษที่ 16 ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมบาโรคที่เวอร์วังอลังการมาก แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต

อีกหนึ่ง Landmark อีกแห่งของ “มอลตา” ก็คือ พระราชวังแกรนด์มาสเตอร์ อดีตพระราชวังในยุคศตวรรษที่ 16 เช่นกัน โดยในปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นอาคารรัฐสภาแห่งมอลต้า หรือออฟฟิศประธานาธิบดีนั่นเอง

จากนั้นก็จะขอพาไปเที่ยว วิหาร Ggantija ที่บรรจงสร้างขึ้นจากก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขนเอามาจากยุคหินใหม่ Ggantija จึงเป็นวิหารทางศาสนาที่มีความเก่าแก่มากที่สุดของโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1980

ต่อกันด้วย ป้อม Victoria ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของเกาะโกโซ เป็นป้อมที่สร้างขึ้นในยุคสำริด ในฐานะเมืองบริวารของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ มีทั้งห้องเก็บอาวุธ มีคุก โดยในปัจจุบันเป็นที่ทำการพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดี

และก็มาถึง วิหาร Ta Pinu Cathedral โบสถ์โรมันคาธอลิก ตั้งอยู่ริมหน้าผาบนเกาะโกโซ โบสถ์หินสไตล์นีโอโรแมนติก เป็นวิหารที่มีความสวยงาม เป็นฉากของภาพยนตร์เรื่อง Game of Thrones ดังนั้น ที่นี่จึงเป็นจุด Selfie บันลือโลก

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่ง Landmark ของ “มอลตา” ก็คือ ถ้ำ Blue Grotto โดยเฉพาะโปรแกรมล่องเรือชมทัศนียภาพอันงดงามของถ้ำในน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกับความแคบที่มีประกายแสงสีฟ้าใส่ลอดผ่านสุดโรแมนติก

ครับผมก็ขออนุญาตจบทริปตะลุย “มอลตา” ไว้เพียงเท่านี้ ในครั้งหน้า จะเป็นประเทศอะไรนั้น โปรดติดตามกันครับ