Home Uncategorized วันวิสข์ เนียมปาน ผู้หลงใหลและรักรถไฟที่มีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงมุมมองของสังคมไทยต่อรถไฟ

วันวิสข์ เนียมปาน ผู้หลงใหลและรักรถไฟที่มีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงมุมมองของสังคมไทยต่อรถไฟ

ฉึกฉัก ฉึกฉัก ปู๊นปู๊น ..ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ใครต่อใครก็คงจะเคยร้องเพลงเกี่ยวกับรถไฟนี้มาบ้างสมัยเด็ก ๆ ซึ่งหากพูดถึงเรื่องของรถไฟไทย ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมมานานนม แต่ดูเหมือนว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปความตื่นเต้นของการได้เห็นรถไฟนั้นลดลง เพราะยุคดิจิทัลที่ความทันสมัยนั้นกำลังครองโลก ภาพของรถไฟจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้แค่ความเป็นอดีตของใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับเขาคนนี้..

แฮม วันวิสข์ เนียมปาน แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย คนที่ชื่นชอบและรักรถไฟผู้มีรถไฟเป็นส่วนหนึ่งในทุกจังหวะชีวิต รับรู้ทุกปัญหาเกี่ยวกับรถไฟและพยายามลบล้างหาทางแก้กับทุกปัญหาที่มี ด้วยมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ ผู้เป็นเจ้าของเพจ ทีมนั่งรถไฟกับนายแฮมมึน

เล่าเรื่องของแฮมให้เราฟังหน่อย

จริง ๆ แล้วเป็นเด็กกรุงเทพตั้งแต่เกิด แล้วตอนเด็ก ๆ ช่วงปิดเทอมต้องกลับบ้านคุณยายที่พิจิตรก็จะต้องใช้รถไฟเป็นประจำ ซึ่งแม่เคยเล่าให้ฟังว่าพาผมขึ้นรถไฟตั้งแต่อายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ คือใช้รถไฟเป็นการเดินทางหลักไปต่างจังหวัด แต่อยู่ในกรุงเทพฯจะใช้รถเมล์เป็นส่วนใหญ่ กลายเป็นความผูกพันกับระบบขนส่งมวลชนแต่จะเป็นพิเศษหน่อยกับรถไฟ เพราะมันเป็นระบบขนส่งที่พาเราไปได้ไกล

 

 

ที่จำได้ดีเลยคือส่วนใหญ่จะนั่งรถไฟชั้น3 คุณพ่อผมจะนั่งโดยหันหน้าไปทางท้ายขบวน ส่วนผมนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วก็จะเกาะหน้าต่างแล้วโผล่หัวออกไปดูวิวข้างทางตลอดจนแบบถึงปลายทางทีหัวฟูผมแข็งไปหมดเลย

อีกอย่างหนึ่งคือถ้าไม่ใช่การกลับบ้านคุณยายที่พิจิตรคือ คุณป้าพาไปนั่งรถจักรไอน้ำแล้วไปเที่ยวหัวหิน แล้วที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือบ้านผมอยู่ใกล้สถานีรถไฟมักกะสัน ทุกวันเสาร์คุณย่าจะไปซื้อของที่ตลาดรถไฟ คือการที่ชาวบ้านจากฉะเชิงเทราหรือปราจีนบุรีเอาผักเอาปลาขึ้นรถไฟมาขายที่นี่ เนี่ยแหละครับชีวิตก็จะวนเวียนโดยมีรถไฟเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ วันเสาร์ไปสถานีรถไฟ ปิดเทอมไปบ้านที่พิจิตร

ตอนที่อยู่พิจิตรพ่อจะทิ้งให้อยู่กับยายและพี่สาวและคุณตา ซึ่งการไปอยู่ที่นั่นสมัยนั้นไม่มีอะไรให้เล่นเลยแต่หน้าบ้านมีทางรถไฟ ก็จะทำให้เห็นรถไฟวิ่งไปมาตลอด ซึ่งมันน่าจะเป็นสิ่งเดียวในตอนนั้นที่ลิ้งเรากับกรุงเทพฯ

ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับระบบรางในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราเลยมีโอกาสได้เรียนรู้ระบบรถไฟของต่างประเทศว่าเขาก้าวไปยังไง และได้เห็นลักษณะของการร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มภูมิภาค เช่น UNESCAP, กลุ่มแม่โขง-ล้านช้าง, APEC อะไรทำนองนี้ ได้เห็นว่าเขาทำอะไรและมีแนวคิดยังไง และจะสามารถบูรณาการกันยังไงเพื่อความเชื่อมโยงถึงกัน

เริ่มจริงจังและลงลึกเรื่องรถไฟเมื่อไหร่

ตั้งแต่ประมาณ ม.4 ครับ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่ามีคนชอบรถไฟเหมือนกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นเราคิดว่าเราแปลกมาตลอดเพราะเด็กผู้ชายคนอื่นมักจะชอบ เตะบอล เล่นหุ่นยนต์ ดูการ์ตูนอย่าง Dragon ball อะไรทำนองนั้น แต่เราชอบโดราเอมอนมาก ซึ่งจำได้อยู่ตอนนึง ที่ซูเนโอะมีรถไฟจำลองแล้วโดราเอมอนมีของวิเศษอยู่อันนึงที่ถ่ายรูปสิ่งใดไว้แล้วมันจะออกมาเป็นโมเดลได้ แล้วโนบิตะอิจฉาซูเนโอะเลยอยากมีเมืองจำลองบ้าง เราจำได้ว่าเมืองจำลองของซูเนโอะมีรถไฟ

และอีกตอนนึงจำได้ว่าเป็นตอนปล่องไฟซานตาคลอส อยากได้อะไรก็เขียนคำอธิษฐานแล้วใส่ปล่องไฟไว้ แล้วสิ่งที่ปรารถนาจะมาจริง ๆ ซึ่งสิ่งของอย่างหนึ่งที่โนบิตะขอในตอนนั้นคือโมเดลรถไฟ เราก็เลยรู้สึกว่าอยากมีแบบนี้บ้าง

มีครั้งนึงจำได้ว่าตอนนั้นนอนไปแล้วแต่อามาปลุกแล้วชวนดูรายการแฟนพันธุ์แท้ซึ่งตอนนั้นเป็นตอนเกี่ยวกับรถไฟไทย ซึ่งเราดูแล้วเราตอบคำถามได้เกือบหมดเลยนะ ก็เลยมีความรู้สึกว่ามีคนประเภทเดียวกับเราด้วยซึ่งคือคนที่รักเรื่องรถไฟ ตอนนั้นก็เลยเริ่มพยายามศึกษาด้วยตัวเองก่อน อินเตอร์เน็ตตอนนั้นยังไม่แพร่หลาย เลยไปหอสมุดแห่งชาติและการรถไฟเพื่อหาหนังสือมาอ่าน แล้วก็เริ่มคบเพื่อนที่ชอบรถไฟเหมือนกันด้วยการตามหาทางอินเตอร์เน็ตอย่าง MSN ซึ่งเพื่อนที่รู้จักตั้งแต่สมัยนั้นก็คบกันมาจะ 20 ปีแล้ว จำได้ว่ายืมแผ่นเกมเขามาเล่นเป็นเกมขับรถไฟ

คือด้วยความชอบก็ศึกษาเรื่องรถไฟมาโดยตลอด ตอนปี 3 ก็ได้ฝึกงานที่การรถไฟ ก็เลยเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้คิดได้ว่าเข้าใกล้รถไฟทีละนิด ๆ จนมาถึงรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนปี 2013 มีตอนรถไฟไทยอีก ซึ่งเราก็ไปทั้งที่ตอนแรกยังไม่กล้าไปแต่เพื่อนคะยั้นคะยอ สรุปจบที่การเป็น 5 ตัวจริงแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทยปี 2013 แต่ไม่ได้แชมป์นะในตอนนั้น จนเวลาผ่านไปมาถึงแฟนพันธุ์แท้ซุปเปอร์แฟน เราได้ผ่านรอบออดิชั่นไปเป็นตัวจริงของรอบ 20 คนซึ่งครั้งนี้แหละที่เราได้นามสกุลแฟนพันธุ์แท้เต็มตัว

หลังจากผ่านรายการแฟนพันธุ์แท้มา ด้วยความที่เราชอบเขียนเรื่องรถไฟแล้วอยากให้คนอื่นได้อ่าน จึงเริ่มจากทวิตเตอร์ก่อนแล้วลามไปเฟซบุ๊ก และหลังจากแฟนพันธุ์แท้ซุปเปอร์แฟน คุณก้อง ทรงกลด (ทรงกลด บางยี่ขัน) ได้ชวนเรามาเป็นนักเขียน คือเขียนเกี่ยวกับเรื่องรถไฟลงเว็บไซต์ The Cloud ซึ่งโดยจุดเริ่มต้นก่อนหน้านั้นคือนิตยสาร a Day จะทำเรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยเล่มที่ 199 ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกเลยที่ได้มีงานในสื่อใหญ่

เสน่ห์ของรถไฟที่ทำให้หลงไหลลงลึก

เรื่องนี้ผมว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคน ซึ่งสำหรับผมเผอิญว่าเป็นคนชอบการเดินทาง ผมเป็นคนที่ไม่โฟกัสที่ปลายทางแต่จะโฟกัสที่ระหว่างทางซึ่งเป็นตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว เวลาจะไปบ้านคุณยายผมไม่ได้คิดถึงบ้านคุณยายเลย คิดอย่างเดียวเลยว่าระหว่างทางที่ไปผมจะเจออะไรบ้าง ผมจะไม่เรียกตัวเองว่านักท่องเที่ยวแต่เรียกว่านักเดินทางดีกว่า เพราะผมแฮปปี้กับการได้เดินทาง เลยรู้สึกว่าเสน่ห์ของรถไฟคือ ยกตัวอย่างเช่น การนั่งเครื่องบินถ้าท้องฟ้าเคลียร์เราก็จะเห็นวิวด้านล่างแต่ถ้าเมฆเยอะเราก็จะไม่เห็นอะไรเลยแล้วมันจะทำให้เบื่อ นั่งรถบัสรถทัวร์เห็นวิวแต่ขยับไปไหนไม่ได้

ในขณะที่รถไฟไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหน ฝนตกหรือแดดร้อนเราก็ยังมองเห็นวิว แล้วเราสามารถขยับหรือเดินไปในตู้ไหนก็ได้ในขบวนเดียวกัน เราจะกินอะไรก็ได้ที่แม่ค้าเอาขึ้นมาขาย และฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอย่างการเดินทางใกล้ ๆ ก็นั่ง เดินทางไกลเราก็นอน ซึ่งผมมองว่านี่แหละคือเสน่ห์ของรถไฟที่ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกัน และด้วยรูปลักษณ์ของการเป็นยานพาหนะที่แปลกตา เป็นยานพาหนะทางบกที่เราจับต้องและเข้าถึงได้ แต่เผอิญว่ารถไฟมันไม่แมสสำหรับคนไทย คนจึงไม่ค่อยอินกับมัน

ถ้าพูดถึงความผูกพันของคนไทยกับการใช้รถไฟล่ะ

เอาจริง ๆ ถ้าเป็นคนในช่วงวัยอย่างผมคนจะใช้ไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นคนอย่างรุ่นพ่อแม่เราที่การเดินทางโดยรถไฟมันสะดวกที่สุด ตีสักประมาณคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ลองสังเกตสิคนสูงอายุถ้าให้เขานั่งเครื่องบินเขาจะไม่ค่อยอยากไปกันจะเลือกไปโดยรถไฟเสียมากกว่า ในขณะที่เด็กยุคเราเกิดมาในยุคที่รถยนต์ส่วนตัวเริ่มแพร่หลาย ที่สำคัญคือเครื่องบินที่สะดวกและเร็วกว่า

โดยเฉพาะเด็กในยุคดิจิทัลและไฮสปีดอินเตอร์เน็ต วัยนี้จะไม่ค่อยโอเคกับการรอคอย เครื่องบินจึงตอบโจทย์ช่วงวัยนี้ด้มากกว่ารถไฟที่ต้องใช้เวลา จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถไฟไม่ได้รับความนิยมในยุคสมัยนี้

และอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเดินทางโดยรถไฟไม่สะดวกคือ มันไม่ใช่การขนส่งแบบ Door to door และด้วยความที่มันได้รับความนิยมน้อยมากจึงทำให้ไม่มีใครคิดจะลุกขึ้นมาปรับมันให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ สังเกตมั้ยว่ารถไฟเป็นการเดินทางแบบในวิถีชีวิตสมัยก่อนอยู่ คือเมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็จะมีคนมารอรับ แต่ไม่มีระบบการเดินทางที่เมื่อลงรถไฟก็สามารถต่อรถบัสตอรถไฟฟ้าได้ ซึ่งมันค่อนข้างไม่สะดวกคนจึงไม่สนใจ ผมจะใช้คำว่าไม่สะดวกนะไม่ใช่คำว่าไม่สบาย เพราะถ้ามันสะดวกเมื่อไหร่มันจะสบายเมื่อนั้น ซึ่งรถไฟนั้นผมยอมรับว่ามันปลอดภัยกว่าขนส่งมวลชนประเภทอื่น ๆ พอสมควร

และในกรุงเทพฯนั้นคนส่วนใหญ่จะมีความใกล้ชิดกับรถไฟฟ้ามากกว่า ซึ่งรถไฟทางไกลเราอาจเว้นไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของการเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งรถไฟฟ้านั้นเราจะยังเห็นคนก่นด่าอยู่แต่ก็ยังใช้อยู่ซึ่งหมายความว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขาไปแล้วและถ้าให้เลือกการเดินทางที่ดีที่สุดสำหรับเขายังไงเขาก็ต้องเลือกรถไฟฟ้า ไม่เลือกรถเมล์เพราะการจราจรติดขัด

แต่ในต่างจังหวัดนั้นต่างกัน ส่วนที่คล้ายกันคือใช้รถไฟในการไปทำงานและดำรงชีวิตประจำวัน แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาสามารถหารายได้จากรถไฟได้ เช่น ขายของบนรถไฟ ขนของจากที่บ้านมาขายที่สถานี เด็ก ๆ ไปโรงเรียนด้วยรถไฟจ่ายแค่ 2 บาท

ผมมองว่าจริง ๆ แล้วรถไฟนั้นอยู่คู่คนไทยมานาน และเมืองต่าง ๆ ที่โตขึ้นมากในตอนนี้หลาย ๆ เมืองยกตัวอย่าง เช่น อำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, โคราช, อ.ภาชี จ.อยุธยา, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, หัวหิน, หาดใหญ่, ชุมพร, อุตรดิษถ์, ลำปาง เมืองทั้งหมดนี้โตได้ด้วยการที่มีเส้นทางรถไฟผ่าน มีการขนส่งสินค้าและการเดินทางเศรษฐกิจของเมืองจึงโตขึ้น ที่เห็นภาพชัดที่สุดก็หาดใหญ่ ทุ่งสง หัวหิน

แล้วถ้าสังเกตทางรถไฟที่สร้างในสมัยก่อนจะเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อย ๆ เลาะแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงอยุธยาออกไปแม่น้ำป่าสักไปถึงนครสวรรค์ไปถึงแม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่าน แล้วก็เลาะแม่น้ำน่านผ่านพิษณุโลก พิจิตร อุตรดิษถ์ แล้วผ่านไปถึงแม่น้ำยมที่แพร่ เจอแม่น้ำวังที่ลำปางแล้วก็ไปเจอแม่น้ำปิงที่เชียงใหม่ เนี่ยแหละมันคือการขนส่งแบบต่อเนื่องรถไฟไปถึงแม่น้ำทุกสาย กลายเป็นความผูกพันของคนและรถไฟ

เรื่องที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับรถไฟ

มีเยอะครับ อย่างเรื่องของระบบรางที่เพราะว่ามันไม่แมสคนก็เลยไม่รู้จักกัน อย่างเรื่องเข้าใจผิดโดยเริ่มต้นของคนส่วนใหญ่คือความเข้าใจว่ารถไฟฟ้าที่อยู่บนฟ้าคือ BTS รถไฟฟ้าที่มุดดินคือ MRT ซึ่งเพราะรถไฟเจ้าแรกที่เป็นรถไฟฟาขนส่งมวลชนในเมืองเป็นรถไฟยกระดับตลอดเส้นทางโดยมีชื่อแบรนด์คือ BTS และแบรนด์ MRT ที่เป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน คนจึงมักเข้าใจว่า ถ้าลอยฟ้าคือ BTS ถ้าใต้ดินคือ MRT แต่พอมีรถไฟฟ้าของ MRT ที่ลอยฟ้าอย่างสายสีม่วงคนก็สับสนกัน ซึ่งเรื่องนี้เราอยากให้คนเข้าใจในข้อเท็จจริงพื้นฐานของมันมากกว่าที่จะไปจำชื่อแบรนด์ อย่างเครื่องบินที่คนมักจะจำเพียงชื่อแบรนด์แต่แยกไม่ออกว่าอันไหนโบอิ้ง อันไหนแอร์บัส

“คนญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ ไม่เคยรังเกียจรถไฟเก่า ไม่เคยมองว่ารถไฟเก่าที่วิ่งอยู่ในทุกวันนี้ควรต้องเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่พวกเขามองว่าถ้ามันยังวิ่งได้มันคือรถไฟคลาสสิค มันทำให้เห็นได้ว่ายังรักษาบำรุงและดูและได้เป็นอย่างดี แต่จะเก็บแค่บางส่วนเข้าพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่มันเริ่มไม่มีแล้ว
เขามองกันว่ารถไฟเก่านี่แหละที่โคตรสร้างแรงจูงใจ”

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ เคยมีคำถามในเชิงนี้ไหมว่าสร้างรถไฟนี้ ๆ ๆ ๆ ไปแล้วได้อะไร สะดวกยังไง เมื่อไหร่ที่รถไฟธรรมดาจะเปลี่ยนเป็นรถไฟความเร็วสูงสักที ซึ่งมันเปลี่ยนแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่ารถไฟมันมีระบบของมัน เดี๋ยวยกตัวอย่างให้ฟัง ด้วยการเรียงสเกลจากใหญ่ลงมาเล็ก เช่น ทางถนนเนี่ยอะไรใหญ่ที่สุด จุดจอดน้อย จุดลงน้อย มีทางเฉพาะ ก็คือทางด่วนถูกไหม ซึ่งรถไฟความเร็วสูงนั้นก็เหมือนทางด่วนเพราะสถานีจอดจะมีในจุดสำคัญเท่านั้นและมีทางวิ่งเฉพาะ

และในสเกลที่รองลงมาเปรียบอย่างทางหลวง ก็คือรถไฟทางไกลหรือรถไฟปกตินี่แหละ เป็นรถไฟที่เชื่อมจังหวัดและภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกันแต่มีจุดจอดมากกว่ารถไฟความเร็วสูง เพื่อเข้าถึงชุมชนได้ นอกจากนั้นรถไฟที่วิ่งในแบบของรถไฟทางไกลก็มีแยกประเภทลึกลงไปอีก อย่างรถด่วน รถธรรมดา ถ้าเป็นรถด่วนก็จะจอดแค่บางสถานี แต่ถ้ารถไฟชานเมืองหรือที่เรียกว่ารถ Commuter จะจอดทุกสถานี ซึ่งพวกนี้ก็คือพวกสายสีแดง แอร์พอร์ตลิ้งค์ มันเหมือนกับรถไฟทางไกลเลยเพียงแต่สถานีจอดนั้นถี่กว่า

“ที่ญี่ปุ่นเขาเอาเรื่องรถไฟให้คนซึมซับตั้งแต่เด็กเลยนะ เริ่มตั้งแต่รถไฟ Tomy ที่เป็นของเล่น และการ์ตูนรถไฟโทมัส เพื่อให้เด็กรู้จักรถไฟ ซึ่งพอเด็กได้ซึมซับเขาก็จะมีความรักรถไฟและจะรู้สึกโดยอัตโนมัติ
ว่ารถไฟคือส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา กลายเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันให้ตัวเองพัฒนารถไฟ
ซึ่งเป็นแกนหลักในการขนส่งของประเทศเขา นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศไทยควรต้องทำ “

แล้วเมื่อพูดถึงสเกลเล็ก ๆ แบบนี้ สถานีรถไฟทางไกลนั้นระยะห่างระหว่างสถานีก็ตกประมาณ 10 – 20 กิโลเมตร รถไฟชานเมืองนั้นอยู่ที่ประมาณ 5 – 8 กิโลเมตร แต่มีสเกลที่เล็กกว่านี้คือระบบเล็กที่สุดรองรับเข้ามาคือรถไฟแบบ Metro ซึ่งก็คือ BTS และ MRT นั่นเอง

เพราะฉะนั้นความเข้าใจตรงนี้ทำให้เห็นได้ว่า รถไฟ Metro ใช้ความเร็วไม่มากแต่สถานีและรอบรถไฟถี่มาก รถไฟชานเมืองสถานีอยู่ห่างออกมาอีกระดับก็จะใช้ความเร็วมากขึ้น ไล่เป็นระดับไปตามสเกล รถไฟทางไกล และรถไฟความเร็วสูงก็ด้วยตามลำดับ

ทั้งหมดนี้ก็คือระบบขนส่งมวลชนต่อเนื่อง เปรียบการนั่งรถไฟจากสเกลใหญ่ไล่ลงมาเล็กจากเมืองใหญ่เข้ามาในเมืองเล็ก คล้ายกับการขับรถบนทางด่วนแล้วต่อด้วยทางหลวง ลงถนนเล็กแล้วเข้าซอยบ้านนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คนไทยยังไม่เก็ต แล้วก็ถามว่าทำไมรถไฟธรรมดาไม่เปลี่ยนเป็นรถไฟความเร็วสูง ก็เพราะรถไฟความเร็วสูงมันจอดทุกสถานีไม่ได้ กับ ทำไมแอร์พอร์ตลิ้งถึงไม่วิ่งถี่แบบ BTS ล่ะ ก็เพราะมันเป็นคนละแบบกัน แค่นั้น

แนะนำเส้นทางรถไฟน่าเที่ยว

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเลยว่าชอบแบบไหน ถ้าชอบภูเขาก็ไปสายเหนือ ชอบวิวหลากหลายอากาศและอาหารก็ไปสายใต้ สายอีสานนั้นวิวไม่ค่อยเท่าไหร่แต่เราจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านได้ประมาณหนึ่ง โดยถ้าคุณนั่งรถไฟสายอีสานสิ่งที่จะเห็นได้ชัดเลยคือไก่ย่างที่แม้ค้ามาขาย แต่ว่าแต่ละจุดที่เจอนั้นจะเป็นไก่ย่างที่มีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง

“นี่แหละคือเสน่ห์ของรถไฟ มันไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง
มันอยู่ที่ระหว่างทางมากกว่าว่าเราจะเก็บเกี่ยวอะไรจากมันได้บ้าง”

แล้วเรื่องของฤดูกาลก็เหมาะกับการเลือกนั่งรถไฟแต่ละสายไม่เหมือนกัน อย่างหน้าร้อนควรนั่งสายใต้เพราะอากาศจะไม่ร้อนจัดมากและมีความเขียวของธรรมชาติ หน้าหนาวแน่นอนต้องนั่งสายเหนือ หน้าฝนก็ต้องไปสายอีสานเพื่อจะได้เห็นความเขียวขจี ที่สำคัญคือหน้าฝนนั้นสายอีสานจะมีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากน้ำป่าน้อยมาก อย่างตอนนี้ที่น้ำท่วมอีสานทางรถไฟแทบไม่โดนอะไรเลย

จะเล่าอะไรให้ฟัง ที่ผ่านมาเราเคยเหมารถไฟไปเที่ยวกันกับกลุ่มเพื่อน ๆ เป้าหมายคือเที่ยวในเส้นทางที่ไม่เคยมีใครไป รีเสิร์ชจริงจังมากว่าสถานีไหนของกินเด็ดก็จะแวะที่สถานีนั้น ๆ ชื่อทริปว่า “เลข8มหัศจรรย์” เริ่มจากเพื่อนคนหนึ่งอยากนั่งรถไฟในเส้นทางที่ไม่มีใครเคยไป คือเริ่มจากกรุงเทพฯและกลับมาจบที่กรุงเทพฯ ไป-กลับคนละทาง เป็นเส้นทางการวิ่งที่มีแต่รถสินค้าวิ่ง วันนั้นออกจากกรุงเทพตีห้ากลับมาถึงตีหนึ่งแต่ทุกคนแฮปปี้มากไม่มีใครเหนื่อยเลย

ภาพจากกระทู้ ลงขันเหมารถไฟไปเที่ยวเส้นทางที่อยากไป…. “เลข8มหัศจรรย์”

เรื่องของมาตรฐานเกี่ยวกับรถไฟในอนาคตอันใกล้

สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นคือมาตรฐานของการมุ่งเน้นที่ผู้ใช้บริการและการบูรณาการของขนส่งมวลชนอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ระบบราง อย่าง ตั๋วร่วม ที่อยากเห็นมันนำมาใช้ได้จริง คือต้องทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนลดการใช้รถให้ได้มากที่สุด ซึ่งโจทย์ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เขาสะดวก

ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ได้ต้องการรถไฟที่หรูเพียงแต่ต้องการความสะดวกและสบาย ต้องการรถเมล์ที่ตอบโจทย์และตรงเวลา ต้องการตั๋วที่เดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชน ต้องการความสะดวกในแง่ของป้ายที่บ่งบอกได้ชัดเจนครบถ้วนโดยไม่ต้องเดินไปถามพนักงาน รวมถึงค่าโดยสารที่เหมาะสม

ซึ่งหากสงสัยว่าทำไมการเดินทางโดยรถไฟและรถไฟฟ้าถึงแพง ก็เพราะต้องเป็นผู้ลงทุนการสร้างและบำรุงทางเองจึงเป็นต้นทุนแฝงเข้ามา รถทัวร์ราคาถูกได้เพราะถนนมีกรมทางหลวงดูแลซึ่งจ่ายแค่ค่าภาษีการเดินทางและถ้าเขาขึ้นค่าโดยสารเขาสามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้กับเรื่องอื่น ๆ ได้ เช่น อาหาร และบริการอื่น ๆ ของเขาเอง ซึ่งสำหรับรถไฟทุกระบบนั้นสร้างทางเองบำรุงเอง และโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่สามารถสร้างกำไรได้ กลับกันมีแต่ต้องเอาเงินไปซ่อมแซมและบำรุงเสมอ

“อย่างเรื่องความอินเนี่ย ถ้ายกตัวอย่างเช่นเครื่องบิน มันวิเศษคนเลยรู้สึกชอบ มีโมเดลเครื่องบินในท้องตลาดมากกว่าโมเดลรถไฟเสียอีก ซึ่งมันก็ส่งผลต่อคนว่าเห้ย อยากเป็นแอร์ฯ อยากเป็นสจ๊วต อยากทำงานบนเครื่องบิน แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่จะได้ยินว่า ฉันอยากเป็นวิศวะรถไฟ อยากเป็นพนักงานบนรถไฟ
อยากทำงานการรถไฟ ..นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากสื่อออกไป “

ทั้งหมดนี้ไม่อยากให้มองเป็นเรื่องรัฐบาลหรือเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเรื่องของทุกคน ซึ่งการที่เราจะทำให้เรื่องต่าง ๆ มันพัฒนาได้เราต้องสร้างความอินให้กับลูกหลานให้พวกเขาซึมซับ อย่างเรื่องของกลุ่มคนรักรถไฟที่เราจะทำให้เห็นว่า ฉันไม่ได้แค่รักเฉย ๆ แต่ด้วยความรักนี้ฉันก็พยายามทำให้มันเติบโตขึ้นไปได้ด้วย และเดี๋ยวมันจะกระจายออกไปสู่คนอื่น ๆ เอง 

ส่วนตัวแล้วผมมองว่าเรื่องของการพัฒนาพวกนี้เป็นปัญหาของ Generation gap ที่วัยของผู้บริการและผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นห่างกัน ทำให้มุมมองของคนยุคอนาล็อกกับคนยุคดิจิทัลมันสวนทางกัน และโดยผมนั้นเกิดในยุคที่ก้ำกึ่งระหว่างสองช่วงอายุนี้จึงยังโอเคกับการเดินทางด้วยรถไฟที่ใช้เวลานานแต่ก็ยังมีความอยากนั่งรถไฟที่ใช้เวลาเร็ว ทั้งหมดนี้แหละคือสิ่งที่อยากเห็นจากใจของคนรักรถไฟคนหนึ่ง