เนื้อหาโดยสรุป
– เมืองไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและในช่วงทศวรรษที่ 2030 ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะเป็นประชากรที่มากถึงหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งประเทศ
– เมื่อประชากรเกิดใหม่มีจำนวนลดลงทำให้ภาคแรงงานขาดแรงงานในสายการผลิตและถึงเวลานี้มีเวลาอีกเพียง 21ปีเท่านั้นที่จะสามารถเพิ่มจำนวนประชากรในภาคแรงงานได้
– ปัญหาที่เมืองไทยกำลังเผชิญอยู่นี้เป็นปัญหาเดียวกับจีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ แต่เมืองไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาเมื่อเกิดปัญหาเดียวกันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง
– หนทางแก้ปัญหาคือใช้แรงงานต่างด้าวในการผลิต ขยายเวลาเกษียณอายุ และคนที่กำลังอยู่ในวัย 25-50 ปี ณ เวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางแผนทางการเงิน
บางทีสังคมผู้สูงวัยที่กำลังจะมาถึงเมืองไทย อาจเป็นเรื่องยากในการรับมือมากกว่าที่คนไทยจะคาดถึง นี่คือบทสรุปจาก บลูมเบิร์ก สื่อทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ จากบทความที่บลูมเบิร์ก วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในเมืองไทยที่กำลังถดถอย ซึ่งมีตัวแปรมาจากจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง และ บทความนี้ กำลังเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลเลยทีเดียว
ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่า รายงานข่าวของบลูมเบิร์ก ที่อ้างอิงจากรายงานของสหประชาชาติ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากับจำนวนประชากรเกิดใหม่ในเมืองไทยนั้น เกี่ยวข้องกันอย่างไร
“อีก 21 ปีข้างหน้ามากกว่า 1ใน4 ของประชากรไทยจะมีอายุเกิน 60 ปีและพวกเขาจะมีสถานะยากจน”
รายงานจากสหประชาชาติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นระบุว่าจำนวนประชากรเกิดใหม่ในเมืองไทยลดลงจากเดิม และ อยู่ในระดับเดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ และ ฟินแลนด์ สองประเทศที่มีสถานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งหมายถึงการรับประกันได้ว่าการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของคนทั้งสองประเทศนั้นไม่มีอะไรน่ากังวลใจนัก
ในขณะที่เมืองไทยนั้นเป็นประเทศกำลังพัฒนาและอยู่ในสภาวะที่เศรษฐกิจกำลังถดถอย จากรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่าไม่เกินปี 2030 หรืออีก 21 ปีข้างหน้านั้นมากกว่า 1ใน4 ของประชากรไทยจะมีอายุเกิน 60 ปีและพวกเขาจะมีสถานะยากจน
ในขณะเดียวกัน เมื่อประชากรกว่าหนึ่งในสี่ก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ นั่นหมายความว่าจำนวนประชากรในตลาดแรงงานจะลดลง และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
และมีความเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่จะต้องเผชิญปัญหาของจำนวนประชากรที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และ จะกลายเป็นประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดได้เพราะขาดประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน
“ถึงเวลานี้เมืองไทยมีเวลาไม่มากนักในการแก้ไขปัญหาประชากรที่ลดลง”
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายในการควบคุมประชากรมาตั้งแต่ปี 1970 เพราะนักเศรษฐศาสตร์ และ รัฐบาลในยุคสมัยนั้นมองว่า “มีลูกมากจะยากนาน” ทำให้เกิดการคุมกำเนิดอย่างแพร่หลายเป็นการคุมกำเนิดที่มีนัยยะ เพื่อต่อสู้กับความยากจน
ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2000 การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นและขยายสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้คนไทยยุคใหม่กลายเป็นครอบครัวเดียว และ มีลูกกันน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางที่มีฐานะดี ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกของตนเอง
จากรายงานของสหประชาชาตินั้นนั้นระบุว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในเมืองไทยนั้นลดลงจาก 6.6 เหลือเพียง 2.2 เท่านั้นในปัจจุบัน ทั้งนี้นักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ระบุว่า “ถึงเวลานี้เมืองไทยมีเวลาไม่มากนักในการแก้ไขปัญหาประชากรที่ลดลง และมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตประชากรเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพยายามที่จะขยายเวลาเกษียณอายุออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสังคมผู้สูงวัยที่ยากจนอันจะกลายเป็นบอลลูนผู้สูงอายุในช่วงกลางทศวรรษที่ 2030”
“แรงงานต่างด้าวในเมืองไทยนั้นมีอยู่มากกว่า10 เปอร์เซนต์ ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ”
จากรายงานของสหประชาชาติ บลูมเบิร์กได้วิเคราะห์ต่อว่าปัญหาที่สังคมไทยจะคลาดแคลนประชากรในวัยทำงานนั้นปัจจุบันยังไม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐนัก และ รัฐบาลที่เพิ่งมาจากการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจนักและทำให้เวลาในการแก้ปัญหาประชากรในภาคแรงงานเหลือน้อยลงเต็มที
สิ่งที่แก้ไขกันแบบเฉพาะหน้าของภาคเอกชนในเวลานี้คือการจ้างงานแรงงานต่างด้าวเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่นทำ ซึ่งทำให้ปัจจุบันนี้ แรงงานต่างด้าวในเมืองไทยนั้นมีอยู่มากกว่า10 เปอร์เซนต์ ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ ดังเช่นรายงานของบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่อย่าง ซิโน ไทยที่ระบุว่าจำนวนคนงานที่ทำงานให้กับโครงการก่อสร้างของ ซิโนไทยนั้น 30 เปอร์เซนต์เป็นแรงงานต่างด้าว
นอกเหนือจากนี้ ถ้ากลับไปดูรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเวลานี้ จะเห็นว่าเปอร์เซนต์การเติบโตนั้นลดลงทุกสิบปี นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา จาก 5.3 เปอร์เซนต์ จนปัจจุบันลดลงมาเหลืออัตราการเติบโตแค่ 3 เปอร์เซนต์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเชิงนโยบายไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีนัก
“คนในวัยทำงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือวัยเกษียณเพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นหนึ่งในประชากรสูงวัยที่ยังเป็นหนี้และยากจน”
การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจกำลังถดถอย และมีรายได้ประชากรต่อหัวตลอดทั้งปีประมาณ 6,362 เหรียญสหรัฐ เพราะขนาดสวิตเซอร์แลนด์ และ ฟินแลนด์ ที่มีรายได้ประชากรต่อหัวสูงถึง 78,816 และ 48,580 เหรียญสหรัฐ ต่อคนต่อปีก็ยังเป็นเรื่องไม่ง่ายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย
เวลาเพียง 21 ปีเพื่อสร้างประชากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน ยังคงเป็นเวลาที่น้อยเกินไป และ การรณรงค์ให้มีลูกเพิ่มขึ้น ณ ห้วงเวลาปัจจุบันก็จะสวนทางกับสภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องแบกภาระหนี้สิ้นครัวเรือนจำนวนมาก การมีลูกสำหรับพวกเขาหมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะตามมา
ขณะเดียวกันการควบคุมประชากรที่เกิดใหม่ให้มีคุณภาพก็ทำได้ยากดังหนทางในการแก้ปัญหาของเมืองไทยอาจเป็นเช่นเดียวกับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่หันมาใช้แรงงานต่างด้าว ในสายการผลิต ขณะเดียวกันก็ต่ออายุการทำงานออกไปเพราะการแพทย์ที่พัฒนาไปมากในปัจจุบันทำให้คนในวัย 60 ยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี
ส่วนคนในวัยทำงานที่อยู่ในช่วงอายุ 25 – 50 ปีก็มีความจำเป็นอย่างย่ิงในการวางแผนทางการเงินเพื่อรับมือกับวัยเกษียณ เพื่อไม่ให้ตนเองต้องกลายเป็นหนึ่งในประชากรสูงวัยที่ยังเป็นหนี้และยากจน
Thailand Has a Developing Economy and a Big First World https://www.bloomberg.com/graphics/2019-thailand-baby-bust































