
จากการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อหารือเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 โดยการใช้หอประชุมใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็น รัฐสภาชั่วคราว ซึ่งใช้เวลาอภิปรายจากทั้งสองขั้วการเมืองยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง
โดยสามารถสรุปและจำแนกสาระสำคัญจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการประชุมได้ดังนี้
ชูแคนดิเดตนายกฯ
ในช่วงของความร้อนแรงทางการเมืองก่อนวันประชุมโหวตนายกฯ 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ ปวงชนชาวไทย เศรษฐกิจใหม่ มีมติเสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชิงเก้าอี้นายกฯ ด้วยเจตนารมณ์และอุดมการณ์เดียวกันคือ หยุดการสืบทอดอำนาจ ของ คสช.
แถลงแฉ “ขบวนการซื้องูเห่า”
ช่อ พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ นำทีม ส.ส. ในพรรคบอกเล่าประสบการณ์โดนติดต่อซื้อตัวเพื่อเสียงโหวต หรือ งูเห่า โดยมีการติดต่อเสนอเงินให้เป็นจำนวนมาก มากที่สุดคือ 120 ล้านบาท
มติพรรคประชาธิปัตย์ร่วมพลังประชารัฐ
หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ในพรรค ในประเด็นเห็นชอบในการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่นั้น ได้ผลสรุปที่ 61 ต่อ 16 เสียง งดออกเสียง 2 และบัตรเสีย 1 ได้ข้อสรุปว่าจะมีการเข้าร่วมกับพลังประชารัฐ
การยุติบทบาทของคนประชาธิปัตย์
ภายหลังมติอย่างเอกฉันท์ในประเด็นของการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ส่งผลให้ลูกพรรคบางส่วนประกาศยุติบทบาทในพรรค เนื่องจากอุดมการณ์ที่ต่างกันเป็นหลัก นำโดย อดีต กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ, นัฎฐิกา โล่ห์วีระ, ทัดชนม์ กลิ่นชำนิ, ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย, พริษฐ์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์
ตามมาด้วยการแถลงข่าวขอลาออกจากการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากจุดยืนของพรรคที่มีมติเข้าร่วมกับพลังประชารัฐ ซึ่งฝืนจุดยืนของตน โดยมี นายสุทัศน์ เงินหมื่น ผู้สมัครลำดับที่ 21 เข้ามาแทนอภิสิทธิ์ที่ลาออกไป
โชว์วิสัยทัศน์นอกสภา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงโชว์วิสัยทัศน์นอกสภา ยืนยันพร้อมเป็นนายกฯ เพื่อพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า พร้อมย้ำถึงประเด็นเศรษฐกิจ และยกระดับความเท่าเทียมกันในสังคม
ประชุมเพื่ออภิปราย
การประชุมสภาในวันที่ 5 มิถุนายน ท่ามกลางการติดตามอย่างใกล้ชิดของคนทั้งประเทศ โดยมีประเด็นหลักที่การอภิปรายความเหมาะสมของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกเสนอรายชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยาวนานตลอดทั้งวัน ถึงเวลาประมาณ 21.30 น. และหลังจากนั้นเป็นการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ
ออกเสียงเรียงบุคคล
หลังจากคำสั่งปิดอภิปรายโดยประธานสภา ตามมาด้วยการให้สมาชิกในสภาลงมติเลือกนายกฯอย่างเปิดเผย โดยการขานชื่อเรียงตามพยัญชนะ
ผลสรุปออกมาโดย มีเสียงที่เลือกพลเอกประยุทธ์ 500 เสียง และเลือกนายธนาธร 244 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ผลสรุปคือ พลเอกประยุทธ์ ได้เก้าอี้นายกฯคนที่ 30 ของประเทศอย่างไม่เป็นทางการ






























