
ทีมงาน Tonkit360 ได้มีโอกาสสัมภาษณ์และสอบถามความคิดเห็นทางการเมืองกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ในประเด็นหลักว่าด้วย ทิศทางของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ซึ่ง ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ไว้ดังนี้
ประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางไหนหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ?
“ผมคิดว่าการเดินทางไปข้างหน้าของการเมืองไทย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ของ กกต. ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์หรือพื้นที่ของความน่าเชื่อถือนั้นถูกตั้งคำถามมาก เพราะงั้นหลังวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นต้นไป การที่ กกต. ประกาศรับรองเท่ากับว่า ปลดแรงกดดันของ กกต. ในส่วนของความรับผิดชอบ ให้กับฝ่ายการเมืองที่จะต้องรับผิดชอบที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล แนวโน้มในการจัดตั้งรัฐบาลดูทิศทางความเป็นไปได้ว่า พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯ มารอบนี้มาในนามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่หลายคนเรียกว่ามีความเป็นประชาธิปไตย
ถามว่าทำไมผมจึงมีความมั่นใจแบบนั้น เพราะว่า ดูทิศทางตั้งแต่วันเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 24 มีนา จนเข้าเดือนพฤษภาคมเนี่ย กระแสความร้อนแรงหรือการจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละขั้วการเมืองมันเริ่มเสียงเบาลง พื้นที่ความมั่นใจหรือความเสถียรของการจัดตั้งรัฐบาลดันไปอยู่ที่ฝั่งพลังประชารัฐ ขนะที่ขั้วการเมืองที่เป็นคู่แข่งก็โดนดำเนินคดี โดนกล่าวหาเรื่องตรวจสอบคุณสมบัติที่จะขัดกับกฎหมายการเลือกตั้ง หรือกฎหมายพรรคการเมือง ทำให้ลดความแข็งแกร่งลงไป
ประกอบกับว่า รัฐบาล คสช. เมื่อวานซืนที่ผ่านมา ใช้คำสั่งมาตรา44 ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทางราชการ ว่า 62 คำสั่งที่ คสช. เคยประกาศเป็นมาตรา44 ให้ปรับเป็นกฎหมายปกติ นั่นย่อมหมายความว่ากฎหมายปกติในอนาคตที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้กฎหมายที่ คสช. ได้ออกคำสั่งทิ้งไว้ให้ นั่นหมายความว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีหรือตัวผู้มีอำนาจทางการเมืองจะมาใช้กฎหมายที่ คสช. ปรับเป็นกฎหมายปกติ ทำให้รู้สึกว่า เอาล่ะมันไม่เหลือคราบไคลกฎหมายหรืออำนาจของเผด็จการอีก มันถกรองรับเป็นกฎหมายปกติที่รู้สึกว่ามีความชอบธรรม
งั้นคนที่ออกคำสั่งนี้แสดงว่าต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองจะต้องกลับไปมีอำนาจ ไปใช้กฎหมายที่ตัวเองออกด้วย แล้วเสถียรภาพจากนี้คือการพูดคุยของรัฐบาลผสมจะต้องมีมากขึ้น หมายความว่าจะแบ่งเป็นสัดส่วนเป็นโควตาเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนในอดีตคือ กระทรวงใครกระทรวงมันคงจะไม่ได้ เพื่อการอยู่รอดหรือการมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่ถูกมองด้วยจำนวนตัวเลขสูตรทางคณิตศาสตร์ที่หมิ่นเหม่หรือปริ่มน้ำเนี่ย ดูทิศทางแล้วไม่น่าจะอยู่ได้นาน แต่ดูแล้วว่าอาจจะต้องอยู่นานขึ้นกว่าที่ถูกปรามาสไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีขึ้นไป เพราะว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองก็สูญเสียพลังไปเยอะ นักการเมืองเชื่อว่าไม่อยากจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ยกเว้นตัวเองเสียประโยชน์ รู้สึกว่ามันขัดกันซึ่งตัวเองรับไม่ได้”
หากการเลือกตั้งเกิดโมฆะขึ้นจริง การเมืองไทยจะกลับมาวนลูปเดิม ?
“ผมไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะมันเท่ากับว่าเป็นความล้มเหลวของ กกต. ชุดนี้เลย เท่ากับว่า กกต. ชุดนี้หมดความชอบธรรมที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้ง เขาก็ต้องพ้นสภาพไป เพราะงั้นเขาต้องต่อสู้เพื่อยืนกรานว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นโมฆะ แล้วคนที่ฟ้องร้องว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะก็ควรจะแสดงตนว่าไม่ยอมรับต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือตั้งข้อคำถามถึงความสงสัยหรือความไม่ตรงไปตรงมาอะไรก็ได้ แต่เผอิญว่าเข้ามาอยู่ในกรอบกติกาเดียวกัน แล้วเมื่อผลการเลือกตั้งมันอาจจะไม่สบอารมณ์ หรือไม่เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ หรือมองว่าการทำหน้าที่ของ กกต. ไม่เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองวางแผนหรือคาดการณ์ไว้
มันก็จะมีการนำไปสู่การ โยนก้อนหินถามทาง เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ คือการโยนก้อนหินถามทางเพื่อเช็คนะดับความคิดหรืออุณหภูมิของผู้คนว่า ยอมรับต่อแนวทางความคิดเรื่องการสนับสนุนให้เกิดการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ากระแสในสังคมยังไม่เห็นด้วยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ ดังนั้น Timing หรือ เวลา ที่ถามมันอาจจะยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร”
เรื่องของวาทกรรมสร้างความแตกแยก
“ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางหมดไป มันยังดำรงอยู่ การจัดวางข้างการจัดวางขั้วหรือฝ่ายทางการเมืองมันทำให้ง่ายในการสร้างแนวร่วมหรือเครือข่ายพันธมิตรทางอุดมการณ์หรือผลประโยชน์ของตัวเองได้ง่ายขึ้นมากกว่า ส่วนความรับผิดชอบ ผมคิดว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนรับผิดชอบแต่ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองก็จะยืนหยัดว่าแนวทางของตัวเองนั้นถูกต้องเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมหรือจริตรสนิยมทางการเมืองของผู้คนในสังคมเลือกที่จะเชื่อมั่นเลือกที่จะศรัทธาขั้วหรือแนวคิดทางการเมืองของกลุ่มใดมากกว่า
ผมว่าสังคมช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่ปฏิสนธิเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง คืออุดมการณ์ทางการเมืองในสังคมไทยมันยังไม่เกิดเป็นแบบถาวรหรือมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของจิตศรัทธา มันเป็นเรื่องของรสนิยมความเชื่อและความชอบมากกว่า”
หากเกิดการมีนายกฯคนนอกจะส่งผลกับประเทศไทยยังไงบ้าง ?
“ผมไม่เชื่อว่าจะมีสูตรรัฐบาลนายกฯคนนอก โดยเฉพาะคนกลางอะไรก็แล้วแต่ในสังคมไทยการเมืองไทยมันแทบล้มหายตายจาก คือมลายทางความเชื่อ เพราะว่าใครก็ตามที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนกลางเพื่อจะมาปรองดองหรือสร้างความสมานฉันท์ จะถูกผลักเลือกข้างไปทันทีว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมขั้วการเมืองใดขั้วการเมืองหนึ่งหรือเปล่า? เพราะงั้นคนเป็นนายกฯคนกลางหรือคนนอกแทบจะไม่มี และที่สำคัญจะถูกกระแสต่อต้านในเรื่องของไม่ได้มาจากกลไกปกติ
และผมคิดว่าแนวคิดของการโยนก้อนหินถามทางในเรื่องนี้ กระแสเอาด้วยแทบจะไม่มี เป็นการโยนก้อนหินถามทางเพื่อนำไปสู่การวิพากย์วิจารณ์ให้เกิดการปฏิเสธจากสังคม ถ้าสมมติจะเลือกนายกฯคนนอกเข้ามาเขาจะไม่มาโยนก้อนหินถามทางล่วงหน้าแบบนี้ ทำเลยวันสองวันภายใน 48 ชั่วโมง ตู้ม จบ”
ตัวแปรสำคัญที่จะนำพาประเทศเดินทางไปข้างหน้าระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า
“ผมคิดว่าปฏิเสธกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องของการส่งไม้ผลัดทางความคิด คนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าตัวเองอาจจะไม่ได้ตกผลึกหรือการสะสมประสบการณ์ทางการเมืองอย่างเพียงพอ เพียงแต่ว่าคาดหวังให้การบ้านเราเจริญเติบโตก้าวหน้าดีขึ้นซึ่งจะส่งผลทางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคมที่ดีขึ้น
แต่คนรุ่นเก่านั้นอยู่ในภาวะที่เป็นห่วงสังคมเป็นห่วงประเทศ แน่นอนทั้งสองกลุ่มหากตีความแล้วคือมีความรักประเทศรักสังคมเหมือน ๆ กัน แต่ว่านิยามตัวเองต่างกัน คนรุ่นเก่าหรือผู้อาวุโสแน่นอนอาจจะด้วยประสบการณ์หรือแรงตกผลึกที่ถูกหล่อหลอมให้มีความเชื่อเป็นแบบนี้ คือยิ่งมีอายุมากขึ้นยิ่งมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น และคนรุ่นใหม่ไม่น้อยเมื่อนานวันเข้าจากการสั่งสมประสบการณ์จะกลายเป็นอนุรักษ์นิยม คือยอมรับได้ในรูปแบบโครงสร้างหรือบริบททางการเมืองไทยที่เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่ามันเป็นการปะทะกันทางแนวคิด โดยใช้พื้นที่จากหน้าหนังสือพิมพ์หรือทีวีมาปะทะกันอย่างตรงไปตรงมาในโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น สถานะแบบนี้มันจะดำรงอยู่แต่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป
แต่อย่างน้อยมันบอกได้ว่าทั้งสองกลุ่มคาดหวังเรื่องคุณภาพหรือบรรทัดฐานทางการเมืองจะต้องดีขึ้นสูงส่งขึ้นไปตามลำดับของระยะเวลา“
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง คาดหวังอะไรกับรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ผมว่าประชาธิปไตยจะต้องยอมรับกับการตรวจสอบได้ ยอมรับการวิพากย์วิจารณ์ และจะต้องอดทนต่อระบบการเมืองที่ถูกสังคมคาดหวังมากกว่าเดิม การทำงานแบบเชิงรุก ทุกกระทรวงหรือทุกหน่วยงาน รัฐบาลใหม่เข้ามาจะต้องมีทีมประชาสัมพันธ์โต้ตอบเชิงรุกที่ฉับไว ไม่ปล่อยให้สังคมทางการเมืองหรือบรรดาผู้คนที่เกิดการตั้งคำถามสงสัยไปสร้างจินตนาการหรือมโนทัศน์ทางการเมืองในแง่ที่เกิดภาพลบต่อการบริหารประเทศ ซึ่งมันจะทำลายความเชื่อมั่น
ดังนั้นแน่นอนว่ากระบวนการภาคตรวจสอบภาคสังคมจะต้องเข้มแข็งขึ้นไปด้วย แต่ต้องเป็นไปด้วยหลักฐานไม่ใช่เป็นการกล่าวหาแล้วปฏิเสธความรับผิดชอบ ซึ่งสังคมไทยตอนนี้อยู่ในภาวะที่เราเริ่มเห็นแล้วว่าภาวะสถานการณ์ต่าง ๆ นักร้องเรียนทางสังคมยื่นร้องเรียนการันตีอะไรอย่างนี้มันมีมากมาย และบางครั้งหลายคราก็พิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหาไม่มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงการดิสเครดิต และไม่เกิดการรับผิดชอบใด ๆ
ตรงนี้สังคมไทยต้องรู้เท่าทันไม่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกหยิบใช้จากกลุ่มคนใดหรือคนหนึ่ง สังคมไทยจะต้องเรียนรู้ถึงตรงนี้ เพราะปรากฏการณนักร้องต่าง ๆ มันจะเริ่มคืบคลานเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักร้องต่าง ๆ บางทีก็อ้างใช้สิทธิ์ความชอบธรรมเป็นตัวแทนของประชาชนแต่นั่นเป็นผลประโยชน์เฉพาะตนหรือเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวล
มองถึงความเจริญของเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาลไว้อย่างไร เช่น การคมนาคมต่าง ๆ ?
“น่าจะยังยากอยู่ ด้วยยุทธศาสตร์ 20 ปีมันจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของเวลาทางสังคม บางครั้งหลายอย่างก็ต้องถูกหยิบขึ้นมาพูดใหม่ เมื่อเราดูประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างอินโดนีเซีย เขาบอกจะมีแผนย้ายเมืองหลวงภายใน 30 ปีซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น เหมือนกันเราก็ต้องดูเรื่องกรุงเทพมหานครเราหนาแน่นเกินไปหรือเปล่า การพัฒนาสังคมเมืองมันยังสามารถต่อยอดหรือขยายสังคมเมืองไปได้หรือไม่
สิ่งสำคัญที่สุดการเมืองหากถามว่าจะเป็นอย่างประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ จะต้องยกระดับการเมืองท้องถิ่น กระจายอำนาจท้องถิ่นให้มากที่สุด ญี่ปุ่นเจริญอย่างทุกวันนี้เพราะความเจริญของอำนาจท้องถิ่นให้นักการเมืองท้องถิ่นให้ภาคประชาสังคมในท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการตัดสินใจไม่มารวมศูนย์อำนาจที่ศูนย์กลางซึ่งมันจะเกิดความล่าช้า
สังเกตหลาย ๆ ประเทศที่เจริญทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกระจายอำนาจ การที่ไม่มีการเมืองแบบรวมศูนย์ รออำนาจการตัดสินใจมันจะช้า





























