
จากการที่ได้ดู Hellboy ภาคก่อนรีเมคจนมาถึงปัจจุบันแล้วมีความรู้สึกได้ว่าภาคนี้ทำออกมาได้ไม่ดีมากนัก เหมือนอย่างกับ Fantastic 4 ที่รีเมคออกมาแล้วคนด่ากันเต็มไปหมด ซึ่ง Hellboy 2019 นี้ก็มีบางอย่างที่ละม้ายคล้ายคลึงกันซะเหลือเกิน เราจะดูกันดีกว่าว่าสาเหตุที่หนังออกมาไม่สนุกเท่าที่ควรนั้นเป็นเพราะอะไร
การตัดต่อช่างสะเปะสะปะมาก
ไม่รู้ว่าผู้กำกับกับตัดต่อทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า หรือ เหมือนอย่าง Fantastic 4 ที่ทางค่ายเข้าห้องตัดต่อโดยกันผู้กำกับไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวเลยทำให้หนังออกมาดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ โดยตอนต้นของหนังนั้นเล่าถึงการมีอยู่ของ Hellboy และองค์กรที่ Hellboy สังกัดอยู่ โดยตัวละครนั้นไม่มีอารมณ์ร่วมกันสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะการตัดที่ไม่เรียบเรียงให้ดีเลยทำให้หนังออกมาเป็นอย่างนั้น ถ้าในหนังเกริ่นเรื่องการเกิดของ Hellboy มาตั้งแต่ตอนแรกแล้วใส่อารมณ์ร่วมของพ่อ Hellboy ไปมากกว่านี้หนังอาจจะออกมาได้ดีกว่านี้ก็เป็นได้
แถมตอนกลางเรื่องถึงท้ายเรื่องช่างกระชับและรวดเร็วจนเกินไปไม่ทิ้งช่วงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น มันเลยทำให้คนดูดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะใส่ฉากต่อสู้เลือดสาดจนมากเกินไป รวมถึงเสียงเอฟเฟคที่ใช้ในการตัดต่อ หรือเสียงเพลงเข้าจังหวะฉากต่างๆก็ดูขัดๆฟังแล้วไม่ลื่นหูเหมือนเพียงแค่เอาเพลงมาแปะไว้เฉยๆแค่นั้นพอ ซึ่งบางฉากซีนอารมณ์แต่เพลงยังลุ้นระทึกอยู่เลยก็มี
เอาเนื้อเรื่องของภาคก่อนรีเมคมาเป็นตัวตั้ง
คำว่ารีเมคคือการเอามาทำใหม่ ดังนั้นเรื่องราวก็ควรที่จะเอามาใหม่ทั้งหมด คนที่ดูภาคก่อนๆก็พอเข้าใจว่า Hellboy นั้นเกิดมาได้ยังไงแล้วเป็นคนนิสัยยังไง แต่ภาคนี้ดันเอาภาคก่อนเป็นตัวตั้งตัวตีเลยทำให้ภาคนี้ไม่เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ เหมือนกับให้คนดูคิดเองรู้สึกเอง หรืออาจจะเป็นเพราะต้องการสร้างให้เหมือนในหนังสือการ์ตูน แต่บางอย่างก็ต้องลดทอนไปเพื่อให้คงอยู่ในหนังชั่วโมงครึ่ง ซึ่งถ้าเป็นภาคแรกที่รีเมคมาก็ควรที่จะสร้างมิติตัวละครขึ้นมาตั้งแต่ภาคนี้เลยไม่ควรที่จะให้คนดูคิดเอาเอง
นักแสดงไม่มีอารมณ์ร่วม
ผมชอบ เดวิด ฮาร์เบอร์ นักแสดงนำ Hellboy ที่เล่นในเรื่อง Stranger Thing มากๆ แต่พอมาอยู่ในบทนี้เขากลับดูเฉื่อยๆ แล้วไม่มีความทะเล้นหรือลูกเล่นอะไรเลย เราต้องมองก่อนว่า Hellboy คือวัยรุ่นในร่างผู้ใหญ่แต่พอมาภาคนี้นักแสดงคงไม่คิดอย่างนั้นเขาเลยไม่มีอารมณ์ขันเท่าที่ควร หรือมุกตลกก็แป้กเพราะไม่มีความทะเล้นเหมือนภาคก่อนๆ มุกอาจจะดูฝืดไปด้วยซ้ำ แต่ก็ยังที่จะฝืนทนเล่นไปเหมือนแค่เล่นไปตามบทโดยไม่ได้อินกับมัน
แต่ถึงไม่สนุกก็ยังน่าติดตามต่อ
อาจจะเป็นเพราะภาคแรกทำออกมาไม่ดีแต่ไม่ใช่ว่าภาคต่อมาจะไม่ดีเสมอไป เราจะเห็นช่วงท้ายของหนังมีการอิงไปถึงภาคต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภาคต่อไป ใครจะมีบทบาทอะไรเพิ่มบ้าง มันเลยทำให้เราอยากติดตาม ถ้าใครยังไม่ได้ดูแล้วอยากรู้ว่าเป็นใครในท้ายเรื่อง บอกได้เลยว่าคนๆ นี้คุณรู้จักกันดีอย่างแน่นอน ถึงจะเป็นหนังที่ไม่น่าดูแต่น่าติดตามต่อจริงๆ
ถามว่าผิดหวังกับเรื่อง Hellboy 2019 ไหม ก็ไม่ผิดหวังในรูปแบบการนำเสนอสักเท่าไหร่ ถ้าตัดต่อดีหาจังหวะดีหนังอาจจะสนุกกว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าถามว่าน่าติดตามไหมบอกได้เลยว่าน่าติดตามอย่างมากใครที่เป็นแฟนการ์ตูน Hellboy หรือ แฟนหนัง Hellboy ภาคก่อนๆ คงไม่ผิดหวังถ้ามีภาคต่อขึ้นมาก็สัญญาว่าไปดูอย่างแน่นอน






























