แม้กระแสความไม่พอใจในกระบวนการนับคะแนน จะเบาบางลงจากหน้าฟีดของโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ถกเถียงและด่าทอกันไปมาผ่านแป้นพิมพ์
และที่เห็นชัดเจนที่สุดในช่วงเวลานี้ ก็คือการปะทะกันระหว่า “คนรุ่นเก่า” กับอีกฝั่งคือ “คนรุ่นใหม่” ซึ่งฟาดฟันคารมผ่านตัวอักษรตามโพสต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง โดยไม่มีใครยอมใคร

ฝ่าย คนรุ่นเก่า งัดประโยคเด็ดที่หลาย ๆ คนหยิบมาพูดถึงว่า “พวกเอ็งเป็นเด็ก เพิ่งมาโตและติดตามการเมืองก็ตอนเลือกตั้งครั้งนี้ จะไปรู้อะไร ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองหรอก” ทางด้าน คนรุ่นใหม่ สวนกลับทันควัน “พวกข้าโตแล้วรู้ถูกรู้ผิด ทันเกมเสมอ เรื่องอดีตก็ค้นคว้าหาอ่านให้รู้เรื่องได้ เอาแต่โทษคนรุ่นใหม่ แล้วลุง ๆ ป้า ๆ ไม่เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนกันหรือไง”
จนล่าสุด ดูเหมือนเรื่องราวจะยิ่งเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตามสถานการณ์การเมือง และที่สำคัญ โดยเฉพาะการปล่อยข่าวลวงจากบุคคลผู้ไม่หวังดี ซึ่งเป้าหมายของข่าวลวงต่าง ๆ นั้น แน่นอนคือสร้างความเชื่อแบบผิด ๆ ให้กับผู้อ่าน ส่งผลต่อมาให้เกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม
แน่นอนว่า เมื่อข่าวนั้นมีอิทธิพลต่อเรา เราก็ต้องแชร์ต่ออยู่แล้ว ข่าวลวงเหล่านี้จึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งพวกเขาในวัยนี้อาจรู้ไม่เท่าทันในเรื่องหลอกลวงเหล่านี้ และเชื่ออย่างสนิทใจไปแล้ว ยากที่เด็ก ๆ อย่างเราจะไปอธิบาย
โดยอาจเป็นเพราะความเหลืออดเหลือทน เพราะทั้งอธิบายก็แล้ว หาความจริงมาให้ดูก็แล้ว คนที่เชื่อข่าวลวงเหล่านั้นก็ไม่แยแสใด ๆ เลือกที่จะเชื่อข้อมูลเดิมที่ตนได้รับมาต่อไปอย่างสนิทใจ
ทำให้อีกฝ่าย ประดิษฐ์ชุดข้อมูลลวง ๆ ขึ้นมาด้วยตนเอง คล้ายว่ามีแนวคิด “หนามยอกเอาหนามบ่ง” คือประมาณว่า “ในเมื่อหวังดีไปเตือนแล้วไม่ฟัง งั้นนอกจากข้าไม่ช่วยแล้ว ยังจะซ้ำให้ด้วยแล้วกัน”
โดยมีการจัดทำรูปภาพของบุคคลพร้อมคำพูด ในเชิงต่อว่าคนรุ่นใหม่ ซึ่งทั้งภาพและข้อมูลนั้นไม่เป็นความจริงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากอยู่ในช่วงวัยรุ่นเราจะสามารถรู้ได้ทันที่ว่าเป็นข่าวปลอม

ซึ่งทั้งประโยคคำพูด ชื่อ และบุคคลในภาพ
ต่างถูกแต่งเติมขึ้นมาเพื่อหลอกคนอื่น
ซึ่งเป้าหมายของการทำข่าวปลอมชุดนี้ขึ้นมา เพื่อการนำไปส่งต่อในกลุ่มชุมชนโซเชียลมีเดียของ คนรุ่นเก่า เพื่อหวังว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเชื่อเหมือนที่เชื่อข่าวลวงทั่วไป และตามคาด คนส่วนใหญ่ที่รู้ไม่เท่าทัน ตกเป็นเหยื่อของคนรุ่นใหม่ ทั้งบันทึกภาพเพื่อส่งหรือแชร์ต่อโดยที่ไม่รู้เลยว่านี่เป็นข่าวลวงที่สร้างโดยผู้ที่เคยต่อต้านข่าวลวง
ทางด้านคนรุ่นใหม่ บางส่วนก็สนุกสนานกับการกลั่นแกล้งแบบนี้ หลายต่อหลายคนก็สนุกในเชิงเหยียดต่อคนคนที่ไม่รู้ กับอีกบางส่วน ที่สร้างข่าวปลอมแบบเวอร์วังอลังการ สร้างเรื่องแบบที่เป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายก็มีคนจำนวนมากที่ตกหลุมพรางนี้ หลงเชื่ออย่างสนิทใจ
โดยฝ่ายที่สร้างข่าวที่โอเวอร์แบบเป็นไปไม่ได้ ให้เหตุผลว่า เป็นการประชดประชันไปถึงผู้ใหญ่ ที่เชื่ออะไรแบบนี้ง่าย พวกเขาจึงสร้างเรื่องเกินจริงเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใหญ่ตระหนักว่า ในยุคนี้ข่าวลวงน่ะ มันสร้างกันง่ายจะตายไป ก่อนจะเชื่ออะไรควรเช็คให้ดีเสียก่อน
ซึ่งหากมาคิดดูให้ดี จากการปั้นข่าวปลอมเผยแพร่ให้ระบาดไปทั่วโลกโซเชียลเช่นนี้ หลายคนมองเป็นเรื่องสนุกสนานที่เห็นคนอื่นถูกดักตกหลุมพรางข่าวลวง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายตนยังออกมาต่อต้านและตำหนิบุคคลที่สร้างข่าวปลอมและมาแพร่กระจายให้กับญาติผู้ใหญ่เรา แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นเราคนเดิมที่หัวเราะเยาะเย้ยคนที่เชื่อข่าวปลอม(ที่สร้างขึ้นจากฝ่ายตัวเอง) เห็นเช่นนี้แล้วสังคมเราคงจะมีแต่ถดถอยขัดแย้งมากขึ้น และยังคงไร้ซึ่งทางออกหรือเปล่า ?






























