พรรคเพื่อไทย

หลังการประกาศผลการนับคะแนนล่าสุดของ กกต. นั้น พรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเป็นอันดับที่หนึ่ง และมีจำนวน ส.ส. มากที่สุด ทางคณะกรรมการบริหารพรรคนำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ได้ประกาศจุดยืนเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ และมั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมีจำนวน ส.ส. ที่จะสามารถรวบรวมได้จากพรรคร่วมไม่ต่ำกว่า 300 เสียง
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เองได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้จะต้องฟังเสียงพรรครวมด้วย และ อาจจะมีการเสนอชื่อนายกฯ ที่ไม่ใช่แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่อยู่ในคุณสมบัติอันเป็นจุดยืนของพรรค และ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้แถลงจุดยืนแล้วว่า ยินดีที่จะให้พันธมิตร ที่จะเป็นพรรคร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทางพรรคให้ความสนับสนุน
พรรคอนาคตใหม่

หลังจากสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับพรรคตัวเอง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ประกาศจุดยืนของตนเอง และ พรรคอนาคตใหม่อย่างชัดเจนในวันนี้ด้วยการประกาศว่าจะให้ทางพรรคไม่เสนอชื่อตนเอง เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการให้พรรคที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี
อีกหนึ่งจุดยืนที่ ธนาธร ยืนหยัดอย่างชัดเจนคือการปิดสวิทช์ ส.ว. โดยการว่าการปิดสวิชท์ ส.ว. นั้นขอเชิญชวนนักการเมืองที่เชื่อว่า สส คือตัวแทนประชาชน มาร่วมกันรับรองนายกฯที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคที่ได้รับเสียงข้างมาก ถ้าปล่อยให้ ส.ว. มีบทบาทในการเลือก นายกฯ ประเทศจะเดินไปสู่การขัดแย้งได้ โดยนายธนาธร ได้พูดถึงจำนวน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคที่แสดงจุดยืนในการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอย่าง รวมพลังประชาชาติไทย เมื่อรวมกันแล้วมี ส.ส. เพียง 124 เสียง ซึ่งต่อให้มีเสียง ส.ว.มารวมก็ยังไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ และจะเป็นการปิดสวิชท์ ส.ว. ได้ทันที
(หมายเหตุ : ส.ว. มีสิทธิในการโหวตเลือกนายกฯ แต่ไม่มีสิทธิในการโหวตเพื่อลงคะแนนด้านนโยบาย หากจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงของ ส.ส. ที่ไม่ถึงครึ่งของสภาล่างจะทำให้ สถานะของรัฐบาลไม่มั่นคง)
พรรคพลังประชารัฐ

แม้ว่า พรรคพลังประชารัฐ จะมีจำนวน ส.ส. ไม่ใช่อันดับที่หนึ่ง แต่พวกเขาก็ได้อ้างแล้วว่า จำนวนคะแนนเสียงจากประชาชน ที่ลงให้กับพลังประชารัฐนั้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คือ 7.9 ล้านเสียง ทังนี้ทางโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคเอาไว้ว่า”พรรคต้องตั้งรัฐบาลด้วยจำนวนส.ส. ที่รวมกันได้ 251 เสียงมิเช่นนั้นจะดำเนินการลำบาก”
ทางด้านนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาลงคะแนนเสียงให้และ กล่าวยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับคะแนนมากที่สุดในประเทศจึงมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล โดยแนวทางการดำเนินการในการจัดตั้งรัฐบาล นั้นทางพรรคจะไปหารือพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวทางสอดรับกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้จะเป็นไปตามกฎกติกาของรัฐธรรมนูญ
(หมายเหตุ : ทั้งนี้จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการล่าสุดนั้น มีอยู่เพียงพรรคเดียวที่มีจุดยืนชัดเจนว่าจะร่วมกับ พลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือพรรครวมพลังประชาชาติไทย)
พรรคภูมิใจไทย

หลังคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. ถูกเปิดเผยออกมา พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นม้ามืดที่ใครๆก็อยากให้เข้ามารวมกับข้างของตนเอง ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีระกุล ได้แถลงจุดยืนของพรรคแล้วว่า จะอยู่รวมกับพรรคที่มีแนวนโยบายไปในทางเดียวกับ ภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายกัญชาเสรี ซึ่งเป็นนโยบายหลัก หากถูกปฎิเสธ ในนโยบายนี้ก็จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย
นอกจากนี้นาย อนุทิน ยังย้ำว่าพรรคจะเข้าร่วมรัฐบาล กับพรรคที่มั่นคงตั้งแต่เริ่มต้น ไม่สนับสนุนนายกฯ ที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกฯ และปฎิเสธว่าที่ผ่านมาพูดเสมอว่าจะไม่สนับสนุนนายกฯ ที่ไม่มาตามรัฐธรรมนูญ และ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเป็น ส.ส.
(หมายเหตุ : พรรคภูมิใจไทย นั้นมี Confilct ไม่น้อยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน คงต้องพิจารณาดูว่าสิ่งที่ เพื่อไทยจะให้ ภูมิใจไทยนั้น จะคุ้มกับการเลือกหรือไม่)
พรรคประชาธิปัตย์

การประกาศลาออกของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ เวลานี้รักษาการโดยนายจุรินทร ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งจุดยืนของพรรค ก็จะเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเวลานี้ยังขอดูจำนวนส.ส ที่ได้และแนวนโยบายของพรรคร่วม ที่จะมาเชิญว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน
ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้กล่าวถึงเรื่อง จุดยืนของพรรคว่าการเมืองสุจริต ทำได้ยากแต่ขอให้ประชาชนชื่อมั่นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ต้องเป็นไปตามมติกรรมการบริหารพรรค
(หมายเหตุ : โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ จะไปร่วมกับ ทางพลังประชารัฐ มีความเป็นไปได้สูงเพราะมีข้อขัอแย้งภายในกับพรรคเพื่อไทย อยู่ไม่น้อย หากจะรวมกับพรรคเพื่อไทยจริงน่าจะทำให้พรรคเรียกเสียงศรัทธาคืนมาให้ประชาธิปัตย์ได้ไม่น้อย






























