
Spider-Man นี่น่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ได้ออกมาพบกับผู้ชมบ่อยจนแทบจะเอียนกันไปข้างนับตั้งแต่ยุคมิลเลนเนียมเป็นต้นมา (ภาคใหม่ Far From Home นี่ก็เพิ่งปล่อยหนังตัวอย่างไปหมาดๆ) แต่ โซนี่ ผู้สร้างและเจ้าของลิขสิทธิ์ฮีโร่ตัวนี้ในแบบภาพยนตร์ ก็ยังสรรหามุมมองใหม่ๆของฮีโร่ยิงใยตะกายตึกตัวนี้ออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัส ถึงจะได้ผลบ้าง แป้กบ้างก็ตาม
และดูเหมือนการกลับมาครั้งล่าสุดของเจ้าแมงมุม ที่ปรากฏตัวในรูปแบบอนิเมชั่น สีสันฉูดฉาดในชื่อ Spider-Man: Into The Spider-Verse ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องยิ่งสำหรับทีมบริหารของ โซนี่ ที่ล้มเหลวกับหนังคนแสดงเวอร์ชั่นที่ตัวเองดูแลการสร้าง (The Amazing ทั้ง 2 ภาคนั่นไง ส่วน Homecoming นั้น Marvel เป็นคนทำ) ได้ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเพราะรายรับและคำวิจารณ์สดใสเหลือเกิน แถมได้รางวัลลูกโลกทองคำครั้งล่าสุดกลับบ้านไปอีกจากสาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม บ๊ะ…

Spider-Man หนนี้ เล่าเรื่องของ ไมล์ โมราเลส เด็กวัยรุ่นผิวสีที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทั้งการย้ายโรงเรียนไปเจอสังคมใหม่แสนอึดอัด, พ่อผู้เป็นตำรวจ ที่คอยกดดันให้ลูกอยู่ในกรอบและเติบโตแบบที่วาดหวัง รวมถึงเหตุการณ์พลิกชีวิตเมื่อเจ้าตัวถูกแมงมุมอาบรังสีกัด จนกลายเป็น “ไอ้แมงมุม” มือใหม่ที่มีปัญหากับการควบคุมพลังตัวเอง หนำซ้ำยังมีหน้าที่ต้องพาฮีโร่แมงมุมที่หลุดมาจากมิติอื่นด้วยฝีมือของ คิงพิน วายร้ายจอมโฉด กลับไปสู่โลกที่พวกเขาจากมาอีกครั้ง

ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ ผู้เขียนตั้งคำถามเกี่ยวกับเจ้าสไปดี้ผิวสีตัวนี้พอสมควร โดยเฉพาะ plot ที่ดึงเอาเพื่อนร่วมวงการที่อยู่มิติอื่นทั้ง สไปดี้ เวอร์ชั่นชายหนุ่มผู้ล้มเหลว, สไปดี้ เวอร์ชั่น ฟิล์มนัวร์, สไปดี้ เวอร์ชั่นหมูจอมเพี้ยน หรือ สไปเดอร์ เกว็น มือกลองสาวสุดเท่ที่ต้องกลายเป็นฮีโร่แบบบังเอิญ ข้ามมิติมาอยู่ในเรื่องเดียวกัน กังวลว่าจะดูรู้เรื่องไหม (ผู้เขียนเองไม่ถูกโรคกับการ์ตูนฮีโร่สไตล์อเมริกา ที่เล่าเรื่องหลายจักรวาลคู่ขนานพ่วงกันไปจนปวดหัว) แต่ต้องชื่นชมว่าทีมงานทำการบ้านดี เอาทุกตัวละครมาผสมกันและเล่าออกมาเป็นเรื่องเดียวได้เนียนๆ ไม่มีงง แม้จะแอบมึนเมาด้านภาพที่แสนวิชวลฉูดฉาดของมันบ้างก็ตาม

ขณะเดียวกัน หนัง Spider-Man ผิวสีตัวนี้ ไม่ได้มาแค่มอบฉากแอ็คชั่น โยนความบันเทิงใส่คนดูอย่างเดียว แต่ยังพาทุกคนเฝ้าดูการเติบโตของพ่อหนุ่ม โมราเลส คนนี้ไปทีละก้าว จะเรียกว่าไอ้แมงมุมเวอร์ชั่นนี้เป็นหนัง coming of age ก็ว่าได้ เพราะทุกนาทีที่ผ่านพ้นไป เจ้าหนุ่ม โมราเลส ก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับโลกในช่วงเวลาแห่งการเป็นวัยรุ่นไปเรื่อยๆ ทั้งได้เรื่องได้ราว เหลวไหลบ้าง กระทั่งมาถึงจุดสำคัญเมื่อเขาต้องสูญเสียคนสำคัญไป นั่นจึงบีบบังคับให้เจ้าหนุ่มนี่ต้องก้าวไปสู่ความเป็น “ผู้ใหญ่” เสียที

โบราณมีคำกล่าวว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ถูกขีดให้เจอแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลิ้มรสความเจ็บปวดด้วย ยกตัวอย่างเช่นบรรดาสไปดี้มิติอื่นๆ ที่กว่าจะเติบโตมาเป็นฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบได้ ก็ต้องผ่านความเจ็บปวด ความผิดหวัง และการสูญเสียต่างๆนาๆ ตัวของ ไมล์ ก็เช่นเดียวกัน ที่ตอนแรกยังคงรู้สึกสับสนกับทางเดินชีวิตของตัวเอง แต่เมื่อวันหนึ่งเจ้าตัวได้ประสบกับ “การสูญเสีย” แบบไม่ทันตั้งตัว เขาก็จำเป็นต้องกล้ำกลืนยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และก้าวข้ามมาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบให้ได้ ประหนึ่ง “ไม่เจ็บ ไม่โต” ทำนองนี้
ดูจากยอดเงินรายได้ที่ โซนี่ รับเข้ากระเป๋าแบบเป็นกอบเป็นกำจาก Spider-Man: Into The Spider-Verse แถมยังถูกวิจารณ์ในแง่บวกมากมาย ก็เชื่อว่าจากนี้ไปเราน่าจะได้เห็นครอบครัว “ไอ้แมงมุม” ออกมาปรากฏตัวบนจอใหญ่กันมากยิ่งขึ้นกว่านี้แน่ (เพราะในคอมมิคอเมริกา ยังมีไอ้แมงมุมอีกหลายตัว!!) เรียกว่าเป็นกำไรของแฟนคลับฮีโร่ยิงใยตัวนี้เลยก็ว่าได้ และผู้เขียนเองก็ยังอยากดู “ไอ้แมงมุม” เหล่านี้ออกทะยานปราบวายร้ายต่อไปเหมือนกัน ขอให้มี plot ใหม่ๆน่าสนใจให้ติดตามชมก็พอ






























