
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 เป็นการเลือกตั้งที่มีรายงานออกมาว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากประเทศไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้ง มาตั้งแต่ปี 2555-2560 มีจำนวนถึง 5,616,261 ราย ซึ่งเป็นจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีอายุ 18 ขึ้นไป เรียกได้ว่า เป็นเสียงของคนยุคใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับความผันผวนทางการเมือง สังคมที่มีการแบ่งสี และรัฐประหาร
ถ้าลองนั่งคุยกับคนกลุ่มนี้ จะพบว่า พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม ๆ และการออกมาเรียกร้องตามท้องถนน เหนืออื่นใดผู้มีสิทธิออกเสียงที่อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 5 ล้านรายนั้น ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยตลอด และเป็นการติดตามข่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย ที่มีข้อมูลอันรวดเร็ว ทำให้พวกเขาได้เห็นมุมมองด้านต่าง ๆ ของนักการเมือง ถึงตรงนี้แล้วมาดูกันดีกว่า ว่าคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะได้สิทธิเดินเข้าคูหาครั้งแรกนั้น พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรกับนักการเมือง และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองแบบไหนที่พวกเขาต้องการ
คนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ปี 2562 ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
คนที่มีสิทธิลงเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ในปี 2562 นั้น ต้องเติบโตมากับความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2548-2557 ตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมีจุดเริ่มต้นที่สวนลุมพินีแล้วต่อไปยังถนนราชดำเนิน การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในปี 2553 รวมไปถึงการสลายการชุมนุมกลางแยกราชประสงค์ มาจนถึงการชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.
และในระหว่างนั้น พวกเขาก็ต้องเจอกับการรัฐประหาร 2 ครั้ง เริ่มจากในวันที่ 19 กันยายน 2549 นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน และรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นำโดย พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา จากนั้นมาคนกลุ่มนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มาพร้อมกับ ม.44 เพื่อให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศสงบเร็วที่สุด
ความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าของคนรุ่นใหม่
เวลานี้ คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก คือ คนที่เกิดตั้งแต่ปี 2543 พวกเขามีความทรงจำที่ไม่ดีเลยตลอดระยะเวลา 10 ปีของความผันผวนทางการเมือง และคนกลุ่มนี้ได้แต่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นจากคนในรุ่นก่อนที่ยังคงใช้วิธีการแบบพวกมากลากไป และใครมีอำนาจมากก็คอรัปชั่นได้แบบไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมาย
คนรุ่นใหม่ที่ต้องเห็นพฤติกรรมเหล่านี้มาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต่างรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมือง ที่ห้ามมีปากมีเสียงอะไร และต้องคอยระวังไปหมดว่า จะไปกระเทือนความเชื่อของคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างหรือไม่ สิ่งที่คนรุ่นนี้ต้องการ คือ การพูดคุยอย่างมีเหตุผล ไม่ทะเลาะกัน เพราะความคิดต่าง ที่สำคัญ คือ ไม่ดูถูกความเชื่อของคนอื่น เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ขอให้เคารพในการลงคะแนนเสียง และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการทำตามกติกาที่วางเอาไว้
ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะมีสิทธิลงคะแนนเสียงครั้งแรกที่มีจำนวนกว่า 5 ล้านเสียงนั้น จึงมองหาพรรคการเมืองที่มีความสดใหม่ และมีนโยบายที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ประเทศจะไม่กลับไปสู่ทิศทางเดิม ความสดใหม่ที่ว่านั้น หมายถึง ตัวนักการเมืองที่ไม่ใช่คนเดิม ๆ แต่เป็นคนที่สามารถเข้าใจสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วย
รีแบรนด์ดิ้งพรรคเก่าหรือนักการเมืองหน้าเก่าไม่ใช่คำตอบ
ในช่วงที่ คสช. เริ่มคลายความเข้มงวดในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ก็มีการเปิดตัวนักการเมืองหน้าใหม่ของพรรคเก่า หรือการตั้งพรรคใหม่ของนักการเมืองหน้าเก่า ซึ่งเหล่านี้ไม่ได้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สักเท่าใดนัก พวกเขายังมองว่า นักการเมืองหน้าใหม่ในพรรคเก่า ยังคงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะภายในพรรคก็มีเกมอำนาจซ้อนอยู่เช่นกัน
ขณะที่นักการเมืองหน้าเก่ากับพรรคใหม่นั้น ก็เหมือนกับคนที่กลืนน้ำลายตัวเอง แล้วแบบนี้จะให้ไปเชื่อใจได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คะแนนกว่า 5 ล้านเสียง คงไม่หันไปมองพวกกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามวางตัวเป็นทางเลือกด้วยการรีแบรนด์ดิ้งตนเอง หรือนักการเมืองหน้าเก่าที่พยายามจะบอกว่า ให้คิดใหม่ทำใหม่ เพราะที่ผ่านมาก็เห็นอยู่แล้วว่า ทุกอย่างย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ออกไปไหนไกลกว่าเดิมเลย
พรรคใหม่คนหน้าใหม่ และช่องไม่ออกเสียง
ถ้าดูจากปรากฎการณ์ แฮชแทค #ช่วยธนาธรเลือกชื่อพรรค ที่ติดกระแสทวิตเตอร์ได้ข้ามวัน รวมไปถึงการพูดต่อของชื่อพรรค และตัวหัวหน้าพรรคอย่าง ธนาธร ซึ่งสร้างกระแสติด ด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย แม้ช่วงแรก ๆ จะมีเสียงปรามาสออกมาเยอะมาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว กระแสธนาธร และพรรคอนาคตใหม่นั้นจุดติด เพราะความสดใหม่ ดูจะมีความหวัง และดูเหมือนว่า ธนาธร จะวางตัวเองให้เป็น Influencer ได้ไม่ยากเย็น
แต่การสร้างภาพจำนั้น เป็นเพียงแค่งานเริ่มต้น ถ้าจะประสบความสำเร็จจริง ๆ ทีมงานของพรรคอนาคตใหม่ และธนาธร คงต้องพยายามกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิออกเสียงครั้งแรกกว่า 5 ล้านคน มาลงคะแนนให้กับตนเองให้ได้ เพราะความเบื่อหน่ายของวัยรุ่นที่มีสิทธิออกเสียงครั้งแรกยังมีอยู่อีกมาก หลายคนอาจจะไม่ออกไปลงคะแนนเพราะคิดว่า “เลือกไปก็เท่านั้น” ขณะที่บางคน อาจออกไปลงคะแนน แต่กาในช่องไม่ออกเสียง และช่องไม่ออกเสียง อาจจะกลายเป็นตัวแปรของคะแนนเสียงสำหรับพรรคระดับกลางถึงเล็ก ดังนั้น พรรคใดที่อยากได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ คงต้องทำการบ้านกันมาดี ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความรู้สึกบางส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ กับมุมมองต่อการเลือกตั้งที่กำลังมาถึง จะว่าไปแล้วคะแนนเสียงของคนที่มีสิทธิออกเสียงครั้งแรกจำนวน 5 ล้านรายนั้นไม่น้อยเลย เพราะมีการคำนวนออกมาแล้วว่า ใครที่โกยคะแนนเสียงตรงนี้ไปได้ จะกลายเป็นพรรคการเมืองระดับกลางที่มีอำนาจในการต่อรอง หรือสร้างความสั่นไหวให้กับฟากรัฐบาลได้เลยทีเดียว ส่วนพรรคไหนจะได้ไปนั้น คงขึ้นอยู่กับความสามารถของเสนาธิการของแต่ละพรรคแล้วว่าจะวางแผนอย่างไร






























