Home Trending Story Trend ในประเทศ เลือกตั้ง 101: สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนถึงปี 2562

เลือกตั้ง 101: สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนถึงปี 2562

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุกเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2561 จำนวนทั้งสิ้น 178 มาตรา และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2561 จำนวนทั้งสิ้น 99 มาตรา บรรยากาศ ในโลกโซเชียลก็พากันแชร์เรื่องดังกล่าวอย่างคึกคัก บางรายถึงกับบอกว่านี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะนับถอยหลังสู่วันเลือกตั้งในปี 2562

แล้วประเทศที่ว่างเว้นจากการเลือกตั้งมาถึง 8 ปี (นับจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 3 กรกฎาคม 2554 โดยการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้นเป็นการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) มาวันนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป (แต่ยังไม่รู้ว่าวันไหน) มาดูกันหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรที่คุณควรรู้บ้างในฐานะคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง

เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จริงหรือ ?

วันเลือกตั้งยังไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “เร็วที่สุดอาจเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยของสถานการณ์บ้านเมือง

เลือกตั้งรอบนี้พรรคการเมืองมีเวลาหาเสียงแค่ 70 วันจริงหรือ

เรื่องนี้ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน และเป็นนายวิษณุ เครืองาม ที่ต้องออกมาพูดกับสื่อมวลชนว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดอะไรออกมา มีเพียงแต่การยกตัวอย่างขึ้นมาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจมีช่วงหาเสียงประมาณ 60 วัน โดยนับจากเมื่อมีการปลดล็อกในเดือนธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 และหากไม่ชอบวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แล้วเลื่อนออกไปยังสามารถทำได้

จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตลดลง

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มี ส.ส. เพียง 350 คน ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 25 คน โดยเหตุผลของการลดจำนวน ส.ส. เพื่อให้สอดคล้อกับสัดส่วนประชากรในปัจจุบัน โดยภาคอีสานนั้น ถูกปรับเขตการเลือกตั้งเหลือ 116 เขต ภาคกลางถูกปรับเหลือ 76 เขต ขณะที่ กทม. เดิมมี 33 เขตถูกปรับให้เหลือเพียง 30 เขต ภาคใต้นั้นเหลือเพียง 50 เขต และภาคเหนือเหลือเพียงแค่ 33 เขต

วิธีคำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ทำยังไง

สมาชิกผู้แทนราษฎร นั้น มีสองกลุ่มโดย 350 คนนั้น มาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ 150 คน มาจากระบบบัญชีรายชื่อ โดยการเลือกตั้งในครั้งนี้จะมีการคำนวนที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม”

คำนวณโดยนำคะแนนของทุกพรรค ทุกเขตมารวมกัน จากนั้นนำคะแนนทั้งหมดของทุกพรรค หารด้วย 500 ได้เท่าไรก็จะนำมาหารกับคะแนนทั้งประเทศของแต่ละพรรค และนำผลลัพธ์ดังกล่าวมาลบกับจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้ วิธีการเช่นนี้ จะทำให้พรรคเล็กมีโอกาสในการเลือกตั้งมากขึ้น

เลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้มีสิทธิออกเสียงกี่คน

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สรุปจำนวนรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศปีการเลือกตั้ง 2562 (เกิดก่อนวันที่ 3 มกราคม 2544) มีทั้งสิ้น 51,564,284 คน ชาย 24,886,213 และหญิง 26,678,213 ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง (การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2 กุมภาพันธ์ 2557) คือ บุคลลที่เกิดระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2539-2 มกราคม 2544 มีทั้งสิ้น 4,510,052 คน ชาย 2,301.535 และ หญิง 2,208,517

ถึงยุคการเมืองผลัดใบแล้วจริง ๆ หรือ

การเลือกตั้งในยุคที่หลายคนบอกว่า เมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 นักการเมืองที่น่าจะมีโอกาสต้องเป็นคนรุ่นใหม่ เหมือนนักการเมืองในต่างประเทศ หรือผู้นำต่างประทศที่มีอายุไม่ถึง 50 ปี และในจำนวนคนที่ถูกจัดให้ว่าเป็นนักการเมืองยุคผลัดใบมีใครที่น่าสนใจบ้างมาดูกัน

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คนที่ถูกจัดอยู่ใน 1 เปอร์เซ็นต์ของพีระมิดเศรษฐกิจ แต่ยินดีจะทำเพื่อคนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ในด้านล่าง และตอนนี้คือ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้สร้างปรากฎการณ์ในโลกโซเชียลกับ #ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ของไทย

พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานน้าของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนุ่มน้อยที่มีชื่อเล่นว่า ไอติม สร้างความน่าสนใจให้กับสังคม เมื่อเขาประกาศเข้าสู่แวดวงการเมือง และขอเป็นเลือดใหม่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์

ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.จังหวัดขอนแก่น สังกัดพรรคเพื่อไทยคนหนุ่มวัย 37 ปี ที่ว่า กันว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนหนุ่มอนาคตไกลของพรรคเพื่อไทย

วราวุธ ศิลปอาชา หลังจากอยู่ภายใต้เงาของพ่อมาอย่างยาวนาน ในที่สุด วราวุธ ศิลปอาชา ก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมกับประกาศว่า จะทำให้พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคขนาดกลางที่สามารถเป็นตัวแทนของคนในต่างจังหวัดได้

ทั้งหมดนี้คือ สี่คนหนุ่มที่ถูกจับตามองว่าเป็นกลุ่มที่นำพาให้การเมืองไทยผลัดใบ แต่จะเป็นอย่างที่คาดหวังได้เพียงไหนคงต้องรอดูกันยาวๆ เพราะถ้าเอากันให้ลึกจริงๆแล้วทั้งสี่หนุ่มล้วนแล้วแต่มีขั้วอำนาจเก่าหนุนหลังแทบทั้งสิ้น

เลือกตั้งยุคใหม่ศึกชิงพื้นที่สื่ออนไลน์

แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การเลือกตั้งในครั้งนั้นสื่อออนไลน์ ก็เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่งในการกระจายข่าวหรือความเคลื่อนไหวของนักการเมือง

แต่สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ พื้นที่ของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญที่ หลายพรรคจ้องที่จะเข้าช่วงชิง โดยเฉพาะ เพจ เว็บไซต์ที่มี Engagement จำนวนมาก หรือ Influencer ที่สามารถปั่นยอดทวิต ยอดแชร์ให้ชื่อของเขา หรือพรรคการเมืองติดเทรนด์ได้

เหนืออื่นใด บรรดานักการเมืองที่มียอดผู้ติดตามเป็นจำนวนมากน่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้ชื่อของตนเอง หรือ พรรคต้นสังกัด มีสิทธิติดเทรนด์ แฮชแท็ก ให้กลายเป็น ไวรัล บนโลกโซเชียลได้บ้าง

เนวิน ชิดชอบ การเปิดตัวอันน่าสนใจของ เนวิน ชิดชอบ กับเพจลุงเนวิน ที่เพียงแค่สองเดือนมียอดคนติดตามพุ่งไปเกือบ 1.7 แสนรายแล้ว แม้ว่าแอดมินเพจ จะชี้แจงว่า เพจนี้เปิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการแข่งขันไทยแลนด์ โมโตจีพี และ จัดกิจกรรมเพื่อการกีฬา แต่ความเป็น Influencer ของลุงเนวิน ทำให้มี Engagement ในเปอร์เซนต์ที่น่าจับตาม และ เชื่อว่าในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เพจลุงเนวิน น่าจะสร้างแฮชแท็กที่ติดกระแสในโลกโซเชียลได้ไม่น้อย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพจของ คุณอภิสิทธิ์ นั้นมียอดคนติดตามประมาณ 2.2 ล้านราย มีความเคลื่อนไหวโดยตลอด แต่จำนวนคนกดไลค์ต่อกิจกรรม หรือกดแชร์ อันหมายถึง Engagement ของเพจนั้นยังถือว่าน้อยหน้า ลุงเนวิน เพราะแม้จะมียอดคนติดตามถึง 2.2 ล้าน แต่ไม่สามารถทำให้ลูกเพจ รู้สึกผูกพันได้ นับว่าน่าเสียดายยอดลูกเพจ เพราะยอดระดับนี้สามารถทำให้คุณอภิสิทธิ ได้มีโอกาสติดเทรนด์ในโลกออนไลน์ได้ไม่ยาก เพียงแต่ทีมงานที่เป็นแอดมินคงต้องปรับกระบวนยุทธกันครั้งใหญ่

สุเทพ เทือกสุบรรณ ยอดคนติดตามกำนัน นั้นสูงถึง 2.7 ล้านคน ล่าคุณสุเทพที่เพิ่งออกมาร่ำไห้หลังออกมาแสดงตัวว่าเป็นที่ปรึกษาพรรครวมพลังประชาธิปไตย เพจที่มียอดคนติดตามระดับ 2.7 ล้าน แต่มียอดคนชมคลิป หรือแชร์ ความคิดเห็นของคุณสุเทพในหลักร้อยนั้น เป็นตัวเลขที่แสดงถึง Engagement ที่ค่อนข้างน้อยอย่างชัดเจน และอยู่ในสถานการณ์เดียวกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแน่นอนทีมงานแอดมิน คุณสุเทพ อาจต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อให้ ยอด 2.7 ล้านนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด